คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน มอบเงินสดกว่า 30,000 บาท และสิ่งของบรรเทาทุกข์ ให้คุณยายใบ เหตุไฟไหม้บ้าน

คาราวานน้ำใจสายบุญ “ คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน” มอบเงินสดกว่า 30,000 บาท และสิ่งของบรรเทาทุกข์ ให้กับคุณยายใบ วงศ์สนทรและครอบครัว เนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านวอด

 

3

วันที่ 8 ม.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ นำโดยนายธิณปกาญ วิจันทมุข ประธานชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ และสมาชิกชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ พร้อมด้วย เชฟโรเลต สุรินทร์ ได้นำคาราวานน้ำใจสายบุญ “ คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน” กว่า 20 คน เดินทางด้วยรถยนต์กะบะกว่า 20 คัน มอบเงินสด และข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เพื่อให้การช่วยเหลือเบื้องต้นกับ คุณยายทองใบ วงศ์สุนทร อายุ 59 ชาวบ้านโต๊ะ ต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ หลังเพลิงไม้วอดบ้านทั้งหลัง

คุณยายทองใบ วงศ์สุนทร อายุ 59 ชาวบ้านโต๊ะ ต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์กล่าวว่า ขออวยพรให้ทุกๆคน ร่ำๆรวยๆ ทุกๆคน คุณยายรู้สึกเสียใจที่บ้านของตนไฟไหม้ และรู้สึกดีใจมากๆที่ทุกคนมาช่วยในครั้งนี้

 

 

5

นายธิณปกาญ วิจันทมุข ประธานที่ปรึกษาชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ กล่าวว่า เป็นกิจกรรมทางสังคมและการกุศล ทางชมรม สุรินทร์มิตรติ้งคาร์ ของเราที่ได้จัดมากตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชมรมมาก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคม แล้วแต่วาระโอกาส ตามมติของที่ประชุมของชมรมฯ ว่าจะไปงานไหน หรือใครที่ได้รับความเดือดร้อน ที่มากกว่าหรือสำคัญกว่าเราก็จะจัดการให้ก่อน ก็ช่วยได้เท่าที่เราพอจะช่วยได้ เท่าจำนวนเงินบริจาคในครั้งนี้ 35,110 บาท พร้องข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

 

%e0%b9%85-1
ด้านธีรยุทธ รังคกูลนุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ เอส ออโตเพลส จำกัด ผู้แทนจำหน่าย รถยนต์ เชฟโรเลต สุรินทร์ กล่าวว่า ทางเชฟโรเลต สุรินทร์ ขอขอบคุณ ทางชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ที่จัดกิจกรรมคาราวานน้ำใจสายบุญ “ คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน” นับว่าเป็นโครงการที่ดีมากตนมาเห็นสภาพที่บ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้ การรวมด้วยช่วยกันในครั้งนี้ ถึงจะเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ แต่เป็นคุณค่ามหาศาลสำหรับผู้ที่กำลังเดือนร้อน ต้องขอขอบคุณที่มอบโครงการดีๆแบบนี้ พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และคืนกำไรให้กับสังคมเสมอ

ลุงซานตาครอสใจดี มอบทุนการศึกษา ให้กับ บุตรสาว นายสรวิช ขุมทอง นักจัดรายการวิทยุ-สื่อมวลชน และ แอดมิน ผู้ก่อตั้งเพจ”สุรินทร์วันนี้” ที่กำลัง ป่วยหนัก

ลุงซานตาครอสใจดี… มอบทุนการศึกษานักเรียนแพทย์ 180,000 บาทให้กับ นส.วริษฐา-นส.ณัฏฐา ขุมทอง บุตรสาว นายสรวิช ขุมทอง นักจัดรายการวิทยุ-สื่อมวลชน และ แอดมินผู้ก่อตั้งเพจ”สุรินทร์วันนี้” สื่อน้ำดีที่กำลัง ป่วยหนัก ไตวายระยะสุดท้าย และอีกหลายโรครุมเร้า หมดเงินรักษาตัว!!ครอบครัวไร้ทิศทาง ลูกสาว 2 คน กำลังเรียน แพทย์ปี 4 และทันตแพทย์ ปี 2 ยังมองไม่เห็นอนาคต

เมื่อ วันที่ 22 ธ.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุนทร จันทรรังสี ประธานสภาวิชาชีพนักนักสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ,กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พร้อมด้วย นายพิษณุ ธีระกนก บรรณาธิการหนังสือพิมพ์คนอีสาน “โคราชเดลี่” และมูลนิธิอักษรารังสี ได้เดินทางมาที่ บ้านเลขที่ 107/26 ม.22 ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายสรวิช ขุมทอง หรือ ดาวเทียม ขุมทอง คนผลิตสื่อคุณภาพ ครบวงจร ในนาม อีซีเครีเอชั่น นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และผู้สื่อข่าว สำนักข่าวทีนิวส์ ประจำ จ.สุรินทร์ บรรณาธิการเวปไซด์ข่าว สุรินทร์โพสต์ และแอดมิน ก่อตั้ง เพจ “สุรินทร์วันนี้” เปรียบเสมือน ซานตาครอส คุณลุงใจดีแห่ง วันคริสต์มาส มาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

เพื่อให้การช่วยเหลือเพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อมวลชนด้วยกัน แม้ไม่เคยรู้จักและพบหน้าตากันมาก่อนก็ตาม ทั้งนี้หลังจาก นายสรวิช ขุมทอง ได้เกิดล้มศีรษะฟาดพื้น ภายในห้องนอน ต้องเข้ารักษาภายในห้อง ICU กว่าหนึ่งเดือนที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และปัจจุบันได้กับมาฟักฟื้น รักษาตัวอยู่ที่บ้านพัก ซึ่งขณะนี้ทางครอบครัว กำลังได้รับความลำบาก เนื่องจากเสาหลักของครอบครัว คือ นายสรวิช ขุมทอง มีอาการเจ็บป่วยหลายโรครุมเร้า ทั้ง หลอดเลือดใหญ่ในเส้นสมองตีบ เบาหวาน ไตวายระยะสุดท้าย อัมพฤตครึ่งตัว และพูดไม่ชัด ทำงานไม่ได้มานานกว่า 6 เดือนแล้ว และไม่มีเงินส่งเสียลูกสาว 2 คนคือ นางสาววริษฐา ขุมทอง (น้องฟ้า) เรียนคณะแพทย์ ปี 4 มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะนี้กำลังฝึกงานที่โรงพยาบาลมหาราช จ.นครราชสีมา และนางสาวณัฏฐา ขุมทอง (น้องพลอย) เรียนคณะ ทันตแพทย์ ปี 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์ ยังมองไม่เห็นอนาคต

 

4
ซึ่ง ในวันที่ 22 ธ.ค.59 นายสุนทร จันทรรังสี ประธานสภาวิชาชีพนักนักหนังสือสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ,กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พร้อมด้วย นายพิษณุ ธีระกนก บรรณาธิการหนังสือพิมพ์คนอีสาน “โคราชเดลี่” และมูลนิธิอักษรารังสี ได้มอบทุนการศึกษานักเรียนแพทย์ 180,000 บาทให้กับ นส.วริษฐา-นส.ณัฏฐา ขุมทอง บุตรสาว นายสรวิช ขุมทอง โดยจะเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร เดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 ปีเต็ม พร้อมรับปากช่วยเหลือด้วยการติดต่อขอทุนการศึกษาจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ใจบุญ จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาทั้ง 2 คน เพื่อเป็นแพทย์ และทันตแพทย์ รับใช้สังคม ประเทศชาติต่อไป

นายสรวิช ขุมทอง หรือ ดาวเทียม ขุมทอง กล่าวว่า ทุกวันนี้ตนเป็นห่วงแต่ลูกสาว 2 คน ที่กำลัง เรียน ปี 4 คณะแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคนสุดท้อง กำลังเรียน ปี 2 คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วอนผู้ใจบุญหรือผู้ใหญ่ใจดีช่วยรับอุปการะ มอบทุนการศึกษาให้ลูกสาวทั้ง 2 คนด้วย

นางสาววริษฐา ขุมทอง (น้องฟ้า) นักศึกษา คณะแพทย์ ปี 4 มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ต้องขอบพระคุณมากๆที่ทางมูลนิธิมูลนิธิอักษรารังสี และท่าน สุนทร จันทรรังสี ประธานสภาวิชาชีพนักนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ,กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ,คุณพิษณุ ธีระกนก บรรณาธิการหนังสือพิมพ์คนอีสาน “โคราชเดลี่” การได้รับโอกาสที่ดีในวันนี้ ทำให้ตนและน้องสาว จะได้มีโอกาสเรียนจบเป็นแพทย์ในอนาคต และจะได้กลับมาช่วยเหลือคนต่อไป ยินดีมากๆที่ได้รับโอกาสแบบนี้และจะตั้งใจเรียน

ด้าน นายสุนทร จันทรรังสี ประธานสภาวิชาชีพนักนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ,กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าเราไม่เคยรู้จักหน้า และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อได้ทราบข่าวทางสภาวิชาชีพนักนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ซึ่งมีกรรมอยู่ทั่ว 4 ภาค ในประเทศไทย ได้ประชุมและพิจารณาลงความเห็นว่า ทางสภาวิชาชีพนักนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ต้องอนุมัติเงินเพื่อช่วยเหลือ จึงนำเรื่องเสนอต่อมูลนิธิอักษรารังสี โดยตั้งขอทุนสนับสนุน เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งจะโอนเข้าบัญชีธนาคารทุกๆวันที่ 5 ของเดือน เป็นเวลา 36 เดือนเป็นเงิน 180,000 บาท ซึ่งได้รับการอนุมัติจากมูลนิธิอักษรารังสี เรียบร้อยแล้ว ตนเชื่อว่าจะมีผู้มีจิตอันเป็นกุศลทั้งหลายคงจะหนุนเนื่องกันมา เพื่อแพทย์ในอนาคตทั้ง 2 คนของเรานี้ มีจิตใจที่จะต่อสู้เพื่อประชาชนต่อไป

สำหรับผู้ที่มีจิตศรัทธาช่วยเหลือครอบครัว นายสรวิช ขุมทอง และประสงค์ มอบทุนการศึกษาสามารถบริจาคมาได้ที่ บัญชี นายสรวิช ขุมทอง ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาสุรินทร์ เลขที่ 5592291117 หรือ ที่หมายเลข โทรศัพท์ 081-9553661

อดีตคนแบกไม้ไผ่ ที่ จ.สุรินทร์ หันผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายออนไลน์ สร้างรายได้ เดือนละสองแสนบาท

สุดไฮเทค …อดีตคนแบกไม้ไผ่ หันผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายออนไลน์ สร้างรายได้ให้ครอบครัว โกยเงินเป็นกอบเป็นกำกว่าเดือนละสองแสนบาท

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประถม สินสิทธิ์ อายุ 45 ปี ชาวบ้านอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เจ้าของร้าน เพชรระไซร์ทอง (ระไซร์ ภาษาเขมรพื้นถิ่นสุรินทร์ แปลว่า ไม้ไผ่) ทำเป็นเพิงมุงหญ้าคาขึ้นที่หน้าบ้านพักริมถนน จำหน่ายไม่ไผ่ ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายตามใบสั่ง ออนไลน์ผ่านโซเซียล มีเดีย เฟสบุ๊ค – แอปพลิเคชั่นลาย และวางขายให้ผู้ที่เดินทางผ่านไป-มา บนถนนสาย เลี่ยงเมืองสุรินทร์- ปราสาท หมู่บ้านพันธุ์ลี ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จนผลิตไม่ทัน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว กว่าเดือนละ 200,000 บาท

 

img_0702

จากคนที่เคยแบกเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ออกเร่ขายตามบ้านเรือนต่างๆ ในพื้นที่ กรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อ 18 ปีที่ผ่านมา ได้เรียนรู้การทำ การผลิต เฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ควบคู่ไปด้วย จนมีความเข้าใจดี สามารถทำเองได้ และได้นำเอาความรู้ที่ได้รับมาทำที่บ้านเกิด และถ่ายทอดวิชาความรู้สู่คนรุ่นใหม่ไปแล้วหลายรุ่น กระทั่งทุกวันนี้ยังคงมีผู้คนเดินทางเข้าไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

นายประถม สินสิทธิ์ เจ้าของร้าน เพชรระไซร์ทอง กล่าวว่า ลงทุนซื้อเฉพาะเครื่องมือชิ้นหนึ่งร้อยกว่าบาท รวมๆพันกว่าบ้าน สามารถสร้างรายได้สูงสุดถึงเดือนละกว่า 200,000 บาท ที่ร้านจะมีเฟอร์นิเจอร์ทุกแบบตามสั่งทุกชนิด สินค้าที่ขายดีที่สุดจะเป็นพวกแคร่ ซุ่ม และแบบบ้านน็อกดาวน์คล้ายรีสอร์ท ตนไปเรียนรู้วิธีการทำจากคนแก่ คนเฒ่า มาก่อน หัดทำตามมาเรื่อยๆ และแกะออกแบบเองด้วย ตนทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายมากว่า 18 ปี ราคาสินค้าเริ่มต้นตั้งแต่ 350 ไปจนถึงหลักหมื่น หรือ หลักแสนก็มี

 

img_0742

 

อย่างรีสอร์ทหลักเล็กๆราคา 45,000 บาท ไม้ไผ่สั่งมาจากจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร ส่วนคนงานก็จะเป็นคนในครอบครัว ประกอบด้วย ตนเอง ภรรยา ลูกสาวและลูกชาย ช่วยกันทำงานทั้งครอบครัว ทุกอย่างทำเองหมด แคร่ขายหลังละ 350-550 บาท เคาวเตอร์ตัวละ 1,500 บาท แคร่เตียงนอนหลังละ 1,500 บาท ซุ่งศาลาหญ้าคา ขนาดใหญ่หลังละ 12,000 บาท ส่วนหลังเล็ก ราคาหลักละ 6,500 บาท ซุ่มวางอาหาร ราคา 3,500 บาท ส่วนบันไดไม้ไผ่ ราคา 500 บาท ส่วนคนที่สนใจก็สามารถดูสินค้า และสั่งซื้อได้ทางเฟสบ๊ค ชื่อ เพชร ระไซร์ ทอง หรือLINE ID: เพชรระไซด์ทอง หรือที่โทรศัพท์หมายเลข 080-1536314 , 061-1525954 บริการส่งในพื้นที่ จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และจังหวัดร้อยเอ็ดบางส่วน แต่ก่อนแบกไม้ไผ่ขายในกรุงเทพฯหันมาทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายเองรายได้ดี ตนไม่เคยเป็นรู้จ้างใคร อดีตซื้อไม้ไผ่มาดัดแปลงทำเป็นราวตาผ้า แบกเร่ขาย ทุกวันนี้มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าเก่าเยอะ

ชาวบ้าน ออกหาเศษเงินบูชา และเก็บเทียน หลังคืนวันลอยกระทง ใน จ.สุรินทร์

ชาวบ้านแห่ออกหาเศษเงินบูชา และเก็บเทียน ในกระทงที่ประชาชนทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับและบูชาแม่พระคงคา
เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และวัดต่างๆ ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ทั้ง 17 อำเภอ ได้จัดงานสืบสานประเพณีลอยกระทงเพื่อเป็นการบูชาพระแม่คงคาตามประเพณี เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามทุกปี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยแต่ละปีที่ผ่านมาจะจัดให้กิจกรรมงานรื่นเริง มีการประกวดนางนพมาศและมีมหรสพตลอดงาน แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศต่างโศกเศร้าเสียใจกับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมเป็นการจัดกิจกรรมแสดงความอาลัยแด่พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 แทน ทำให้ปีนี้ พบว่าปริมาณ มีจำนวนกระทงน้อยลง และยังพบว่า กระทงส่วนใหญ่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งสามารถย่อยสลายไปเองได้มากกว่า

โดยเฉพาะคลองน้ำสาธารณะในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ บริเวณสระน้ำวัดจุมพลสุทธาวาส และสวนรัก ที่มีการจัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทงแบบย้อนยุค พบว่ามีขยะกระทงจำนวนมหาศาลลอยเป็นแพเกลื่อนเต็มพื้นน้ำเป็นบริเวณกว้าง รอเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองสุรินทร์มาจัดเก็บขนออกไปกำจัด และระดมทำความสะอาดบริเวณสถานที่จัดงานเพื่อให้เข้าสู่สภาพเดิมโดยเร็ว ขณะที่ชาวบ้านได้พากันมาหาเก็บเศษเงินที่ประชาชนนักท่องเที่ยวนำบรรจุไว้ในกระทงเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและผู้ล่วงลับ รวมทั้งเพื่อบูชาแม่พระคงคาตามความเชื่อมาแต่โบราณ

 

img_0051

นายดาวเสด็จ สุวรรณทา อายุ 59 ปี ชาว อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ตนมาหาเทียนจากกระทงเพื่อนำไปขาย และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ปีนี้รู้สึกว่ากระทงมีน้อยมาก โดยปกติที่ทำมาเกือบๆ 20 ปี กระทงจะลอยเกลื่อนเต็มคลอง ปีนี้คนลอยกระทงน้อยลง ทำให้ตนเก็บเทียนได้นิดเดียว ต่างจากปีที่แล้วที่เก็บได้มากถึง 3 กระสอบปุ๋ย หากนำไปส่งขายให้ร้านจะได้ราคาเท่าเหล็กคือกิโลกรัม ละ 8 บาท หากเอาไปหลอมเป็นเทียนเล่มใหม่ขายก็ได้ราคาตามขนาด

จากการหาเทียนในกระทงไม่แน่นอน แล้วแต่ราคาขึ้นลงของเทียนในท้องตลาด จุดประสงค์หลักคือมาหาเทียน และหาเงินในกระทง ชาวบ้านหลายคนมาหาก็ได้กันไปหลายพันบาท ส่วนตนวันนี้โชคดีได้หลายร้อบบาท เก็บได้ธนบัตรใบละ 100 บาท 50 บาท และส่วนมากจะเป็นธนบัตรใบละ 20 บาท เหรียญบาท เหรียญ 5 และเหรียญ 10 บาทแล้วแต่ความโชคดีของชาวบ้านออกหาเศษเงินบูชาจากกระทง

เชิญชิมเมนูพื้นบ้าน “ละแวกะดาม” ของโปรดชาวสุรินทร์ ยามเกี่ยวข้าว ขายดีราคาพุ่งกิโลกรัมละ 100 !!

ละแวกะดาม หรือ ละแวกะปู(อ่อมกะปู) เมนูพื้นบ้านของคนอีสานยามเกี่ยวข้าวขายดีราคาพุ่งกิโลกรัมละ 100 ชาวบ้านสุรินทร์แห่ซื้อคึกคัก

 

s__5758979

 

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะออกหาขุดปูนา กบจับปลาธรรมชาติ พืชผักธรรมชาติที่ขึ้นตามท้องไร่ ทุ่งนา เพื่อมาทำอาหาร บางคนอาจจะหามาขายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ และอำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ อาศัยช่วงหลังเกียวข้าว ออกไปหาขุด ปูนา จับกบ กุ้งฝ่อย และจับปลาชนิดต่างๆอาทิ ปลาช่อน ปลากระทิง ปลาหลด ปลาขาว ปลาซิว ปลาสร้อย และปลาแก้ว ฯลฯ ตามท้องทุ่งนา แล้วพากันนำออกมาวางขายแบกะดิน ที่บริเวณตลาดน้อย ซึ่งเป็นตลาดชาวบ้านข้างทางรถไฟอำเภอศีขรภูมิเป็นจำนวนมาก

 

4

 

สำหรับอาหารที่เป็นที่นิยมในช่วงนี้คงจะหนีไม่พ้น อาหารที่ชาวบ้านในพื้นที่อีสานฮิตและเป็นเมนูที่หาทานยาก หนึ่งปีมีครั้งเดียว คือ ปูนา ซึ่งพบว่าขายดีมาก ราคาพุ่งถึง กิโลกรัมละ 100 บาทเลยทีเดียว หรือแบ่งจำหน่ายในราคาถุงละ 20 บาท หรือ 3 ถุง 50 บาท เพื่อให้ลูกค้าซื้อง่ายขายคล่องอีกด้วย

 

 

2

โดยชาวบ้านสวนใหญ่ที่มาซื้อ ปูนา ส่วนใหญ่บอกว่าปูนา นำไปทำเมนูอร่อย ที่คนพื้นถิ่นเขมรสุรนิทร์ จะเรียกว่า ละแวกะดาม ภาษาอีสานเรียกว่า ละแวกะปู หรือ อ่อมกะปู นั้นเอง นอกจากนี้ ยังสามารถ นำปูนา ไปปิ้ง ต้อมทอด ย่าง ตำน้ำพริก หรือ ลาบปูนา ก็อร่อยไม่แพ้ใคร

 

 

s__5758980

 

นางกรนันท์ บุญตาม เเม่ค้าขายปู กล่าวว่า ช่วงนี้มีปลาดุกนา ปลาช่อนนา กุ้งฝ่อย และปูนา ช่วงนี้ขายดีมาก ใส่ถ้วยก็มี ขายเป็นกิโลกรัมก็มี ปูนาใส่ถุงละ 20 บาท ถ้าเป็นกิโลกรัมละ 100 บาท เฉลี่ยเป็นตัวตกตัวละ 2 บาทถ้าตัวใหญ่ ช่วงนี้หาปูนาไม่ค่อยได้ น้ำมันเยอะฝนมันตกมาอีก ปลาหลด พวงละ 50 บาท กิโลกรัมละ 250 บาท ปลาซิวอ้าว กิโลกรัมละ 130 บาท ปลาขาวนา กิโลกรัมละ 100 บาท รายได้แล้วแต่วันๆไหนคนซื้อเยอะก็ได้เยอะ เหลือกำไรวันละไม่ต่ำกว่า 1.000บาท มีรายการเสริมจาการทำนา เดือนละกว่า 30,000 บาท ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

3

คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนอนุบาลรัตนบุรี กว่า 1,000 ชีวิต พร้อมใจร่วมแปรอักษร เลข 9 ไทย ล้อมกรอบด้วยรูปหัวใจ

สุดประทับใจ.. กรรมการสถานศึกษา คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนอนุบาลรัตนบุรี กว่า 1,000 ชีวิต พร้อมใจร่วมแปรอักษร เลข 9 ไทย ล้อมกรอบด้วยรูปหัวใจ ถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อ วันที่ 11 พ.ย.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 08.30 น.ที่บริเวณหน้าเสาธง โรงเรียนอนุบาลรัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ กรรมการสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลรัตนบุรี, นายบุญรักษ์ หงษ์ทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบลรัตนบุรี คณะผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนของโรงเรียนเมืองอนุบาลรัตนบุรี กว่า 1,000 คน พร้อมใจกัน แสดงความจงรักภักดีถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นายบุญรักษ์ หงษ์ทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบลรัตนบุรี นำกล่าวคำถวายความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยืนสงบนิ่ง 9 นาที ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงพระราชนิพจน์ ใกล้รุ่ง และพร้อมใจกันร่วมแปรตัวอักษร เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สัญลักษณ์ตัวเลข 9 ไทย เป็นการแสดงความอาลัย ภายในกรอบหัวใจรูปสีขาว และ สีดำ ที่ความสวยงาม และเรียบง่ายในแบบฉบับ ของพสกนิกรผู้ต้องการแสดงออก ถึงความจงรักภักดีต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อแสดงให้เห็นว่า พระองค์จะสถิตอยู่ในใจของพสกนิกรตลอดนิจนิรันดร์

 

1
โดยคณะกรรมการบริการสถานศึกษา คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียน โรงเรียนอนุบาลรัตนบุรีจะยึดมั่น และปฏิญาณตนในการน้อมนำหลักคำสอน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการอบรมสั่งสอนและมอบความรู้ให้กับนักเรียน ซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติให้เป็นคนดีของครอบครัวสังคมและประเทศชาติต่อไป

นายบุญรักษ์ หงษ์ทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบลรัตนบุรี กล่าวว่า วันนี้ทางคณะครู บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนคณะกรรมการสถานศึกษา และคณะผู้ปกครองโรงเรียนอนุบลรัตนบุรี ไม่มีโอกาสได้เดินทางไปถวายอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ จึงพร้อมใจกันจัดกิจกรรม แปรอักษร เลข 9 ไทย ล้อมกรอบด้วยรูปหัวใจ สีขาว และแปรอักษร อนุยบาลรัตนบุรี เพื่อถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

คลื่นมหาชน คนสุรินทร์ กว่า 3 หมื่น ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แสดงความอาลัย ดังกึกก้อง!!

น้องณิชา หรือเด็กหญิงณิชารัศม์ วิริยะเลิศผล อายุ 3 ขวบ ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แสดงความอาลัยต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ร่วมกับคลื่นประชาชน คนสุรินทร์ ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทุกหมู่เหล่า ทุกเพศทุกวัย กว่า 3 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.59 ที่ผ่านมา เมื่อเวลา 18.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานถึง บรรยากาศที่ลานอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดี ศรีณรงค์จางวาง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้มีประชาชนชาวจังหวัดสุรินทร์ กว่า 3 หมื่นคน ต่างสวมใส่ชุดดำพร้อมถือเทียนเดินทางมาร่วมกิจกรรมแสดงความอาลัย รวมร้องเพลง สรรเสริญ สดุดี ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กันอย่างเนืองแน่น ทำให้ถนนโดยรอบลานอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดี ศรีณรงค์จางวาง เต็มไปด้วยคลื่นประชาชน ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทุกหมู่เหล่า ทุกเพศทุกวัย ที่มายืนจับจองพื้นที่ เพื่อแสดงพลังร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช รัชกาลที่ 9

โดยมีนายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วย นายสมบัติ สมบูรณ์เทอดธนา ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ได้นำประชาชนผู้ร่วมงานทั้งหมด ร้องเพลงชาติไทยอย่างกึกก้อง และมีการร้องเพลงถวายอาลัยโดยศิลปินพื้นบ้าน น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ โดยมีการถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียง ไปตามจุดต่างๆ ในตัวเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์

 

8
จากนั้นทุกคนได้ร่วมกันยืนสงบนิ่ง เป็นเวลา 9 นาที ก่อนที่จะจุดเทียนแสดงความอาลัย สว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณงานพิธี ขณะที่วงดนตรี ไทย-สากล ของมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ และวงดนตรีจากมณฑลทหารบกที่ 25 บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ให้ประชาชนที่มาร่วมงานทั้งหมดกว่า 3 หมื่นคน หนึ่งในนั้นพบเด็กหญิงณิชารัศม์ วิริยะเลิศผล อายุเพียง 3 ขวบ มาร่วมร้องพร้อมกันกับศิลปิน และชาวสุรินทร์ กว่า 3 หมื่นคน เพื่อแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ก่อนจะร่วมกันร้องเพลงของขวัญของแผ่นดิน และเพลงพ่อผู้พลิกแผ่นดิน อย่างพร้อมเพรียงกันอีกด้วย

จากการสอบถามผู้ปกครองของ น้องณิชา หรือ เด็กหญิงณิชารัศม์ วิริยะเลิศผล อายุ 3 ขวบ ทราบว่าน้องณิชา จะมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในวันนี้ จะรักพ่อหลวงมาก จะพูดตลอดว่า หนูรักพ่อหลวง และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีได้เป็นอย่างดี ตั้งใจเดินทางมาจาก จ.เลย มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ โดยฝึกซ้อมเพลงร่วมกับพี่ๆศิลปิน

น้องณิชา หรือ เด็กหญิงณิชารัศม์ วิริยะเลิศผล เป็นบุตรของ นายจิโรจน์ วิริยะเลิศผล และนางสาวพิมพ์ลดา มุ่งเจริญพร มีพี่น้อง 3 คน น้องณิชา เป็นลูกคนสุดท้อง ปัจจุบันกำลังเรียนชั้น อนุบาล K1 ที่โรงเรียนอนุบาลเก่งกล้า จ.เลย

คณะครู และนักเรียนโรงเรียนเมืองสุรินทร์ พร้อมใจร่วมแปรอักษร เลข 9 ไทย

คณะครู และนักเรียนโรงเรียนเมืองสุรินทร์ เกือบ 3,000 คน พร้อมใจร่วมแปรอักษร เลข 9 ไทย ล้อมกรอบด้วยรูปหัวใจ และแปรอักษร ภาษาอักฤษ WE LOVE OUR KING ถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.59 ที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 08.00 น.ที่บริเวณหน้าเสาธง โรงเรียนเมืองสุรินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ นายสมคิด รักษ์รอด ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองสุรินทร์ คณะผู้บริหาร ครูและนักเรียนของโรงเรียนเมืองสุรินทร์ รวมกว่า 2,800 คน หลังจากร่วมกัน เชิญธงครึ่งเสา และเคารพธงชาติ พร้อมใจกัน แสดงความจงรักภักดีถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นายสมคิด รักษ์รอด ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองสุรินทร์ นำกล่าวคำถวายความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยืนสงบนิ่ง 9 นาที ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงพระราชนิพจน์ ความฝันอันสูงสุด และพร้อมใจกันร่วมแปรตัวอักษร เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สัญลักษณ์ตัวเลข 9 ไทย เป็นการแสดงความอาลัย ภายในกรอบหัวใจรูปสีขาว และ สีดำ ที่ความสวยงาม และเรียบง่ายในแบบฉบับ ของพสกนิกรผู้ต้องการแสดงออก ถึงความจงรักภักดีต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อแสดงให้เห็นว่า พระองค์จะสถิตอยู่ในใจของพสกนิกรตลอดนิจนิรันดร์

โดยคณะครูเมืองสุรินทร์ จะยึดมั่น และปฏิญาณตนในการน้อมนำหลักคำสอน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการอบรมสั่งสอนและมอบความรู้ให้กับนักเรียน ซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติให้เป็นคนดีของครอบครัวสังคมและประเทศชาติต่อไป

นายสมคิด รักษ์รอด ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองสุรินทร์ กล่าวว่า คณะครู นักเรียน โรงเรียนเมืองสุรินทร์ ด้วนความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อม โดยหาที่สุดมิได้ จึงพร้อมใจกันจัดกิจกรรมถวายความอาลัยพ่อหลวง ด้วยการแปรอักษร เลข 9 ไทย ล้อมกรอบด้วยรูปหัวใจ และแปรอักษร ภาษาอักฤษ WE LOVE OUR KING ถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดม ปกรณ์ ลัม และ หนึ่ง ETC ร่วมกับโครงการธรรมช้าง จัดกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” ที่ จ.สุรินทร์

โดม ปกรณ์ ลัม และ หนึ่ง ETC สองศิลปินใจบุญ จิตอาสา ร่วมกับโครงการธรรมช้าง จัดกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อ วันที่ 7 พ.ย.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ นายศิริศักดิ์ ร่วมพัฒนา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ เป็นประธานเปิด กิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” โดยมีนางสาวกัตติกา ตั้นจัด ผู้ช่วยผู้กำกับสารคดี “วันช้างโลก” และผู้นำกลุ่มธรรมช้าง กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวด้วยความใส่ใจสิ่งแวดล้อม สร้างความเข้มแข็งในสังคม และสิ่งแวดล้อม และเงินบริจาคนำไปสมทบให้แก่ วันช้างโลก มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ และช่วยเหลือช้างเลี้ยงในจังหวัดสุรินทร์ โดยความร่วมมือจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย( ททท.)สำนักงานสุรินทร์ และ องค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ

 

s__4833303

เพื่อช่วยเหลือช้างเร่ร่อนให้ได้คืนสู่ธรรมชาติ และ 70% นำไปช่วยเหลือช้างในจังหวัดสุรินทร์ซึ่งมีช้างเลี้ยงมากกว่า 200 เชือกในหมู่บ้านตากลาง ให้มีแหล่งอาหารและน้ำที่เพียงพอ มีสุขภาพที่ดี พัฒนาระบบนิเวศ พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้และการร่วมตระหนักถึงดังกล่าวไปยังทั่วประเทศไทย

จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 7 – 8 พ.ย.59 โดยวันนี้ เป็นการร่วมกันปลูกพืชอาหารช้าง โดยมีศิลปินจิตอาสา ประกอบด้วย โดม ปกรณ์ ลัม และ หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท (หนึ่ง ETC.) และนักเรียน นักศึกษา ประชาชน รวมไปถึงควาญช้างในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อถวายความอาลัย และร่วมกิจกรรมปลูกพืชอาหารช้าง ที่บริเวณ วังทะลุ บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ส่วนกิจกรรมในวันที่ 8 พ.ย. 59 จัดฉายสารคดี“Return to the Forest” สารคดีในการประกาศวันช้างโลก ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ กิจกรรมสร้างสุข ภายใต้ชมรม To Be Number One ชมนิทรรศการช้างและระบบนิเวศ โดยชมรมทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ และกิจกรรมจากศิลปินที่เข้าร่วมสนับสนุนธรรมช้าง เงินบริจาคนำไปสมทบให้แก่ วันช้างโลก มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ และช่วยเหลือช้างเลี้ยงในจังหวัดสุรินทร์ต่อไป

 

 

s__4833290

โดม ปกรณ์ ลัม กล่าวว่า ควาญช้างนำช้างไปเดินเร่ร่อนในกรุงเทพฯ ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ อยู่บ่อยๆ ปัจจุบันเริ่มมีระบบ จัดระเบียบให้ช้างคืนถิ่นและมีระบบนิเวศที่เหมาะสม อยู่กันเป็นครอบครัว ช้างก็อบอุ่น ครอบครัวควาญช้างก็อบอุ่น ไม่ต้องออกเร่ร่อนไปตามต่างจังหวัด 4-5 เดือนถึงจะได้กลับบ้านที วันนี้มีกิจกรรมปลูกหญ้าอาหารช้าง ในฐานะที่ตนเป็นดารา นักร้องนักแสดง จะให้มาพูดเรื่องช้างลึกๆแล้วมันดูไม่น่าเชื่อ ดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวโดม แต่ท้ายที่สุดแล้ว ช้างคือต้นทางของธรรมชาติ ช้างสร้างทางน้ำ ป่า และช้างยังเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองไทย เป็นสัตว์มงคล มาร่วมกันนำช้างคืนถิ่น ไม่อยากเห็นช้างเร่ร่อนในกรุงเทพฯ ต้องพยายามช่วยกันตัดวงจร งดซื้อและให้อาหาร ที่เดินเร่ร่อน เพื่อให้ช้างคือถิ่นได้อยู่ในระบบนิเวศที่เหมาะสมของเขา ช้างดี คนดี แน่นอนเรื่องง่ายๆแบบนี้ ตนเชื่อว่าทุกคนทำได้

หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท (หนึ่ง ETC.) กล่าวว่า ช้างสุรินทร์น่ารักมาก อยากฝากถึงคนรักช้างทุกคน วันนี้อยากจะให้ทุกคนตระหนักถึงช้าง มาช่วยกันเลี้ยงช้างให้ถูกวิธี เพื่อประโยชน์ของพวกเราด้วย โดยให้ช้างอยู่ในสภาพแวดล้อมและธรรมชาติที่ถูกต้อง

 

s__4833302
นายศิริศักดิ์ ร่วมพัฒนา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ กล่าวว่า เรื่องของช้างวันนี้นับว่าเป็นสิ่งดี ที่ศิลปินจิตอาสา โดม ปกรณ์ ลัม และ หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท (หนึ่ง ETC.) ได้มาปลูกป่าอาหารช้างกับเรา ซึ่งทาง องค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ จะทำกิจกรรมแบบนี้ไปเรื่อยๆ หลังจากนี้ชาวช้างจะนำช้างเข้าจังหวัดสุรินทร์ เพื่อร่วมกิจกรรถวายความอาลัย พ่อหลวงของเรา ในวันที่ 19-20 พ.ย.59 นี้

ภาพ-ข่าว ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว /สุรินทร์ 091-0179989

ผู้ว่าเมืองช้างมอบโล่รางวัลคุณธรรม และความโปร่งใส( ITA)พบ อปท.ยอดเยี่ยม 10 แห่ง จาก อบต, และ เทศบาล ทั้งหมด 171 แห่ง

14958894_1274410169246678_1112916904_n

 

ผู้ว่าเมืองช้างมอบโล่รางวัลคุณธรรมและความโปร่งใส( ITA) ประจำปีงบประมาณ 58 พบ อปท.ยอดเยี่ยม 10 แห่ง จาก อบต, และเทศบาล ทั้งหมด 171 แห่ง

เมื่อ วันที่ 8 พ.ย.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมช้างเผือก อาคาร 41 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธาน มอบโล่รางวัล โครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส(ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 ให้กับหน่วยงานที่มีคะแนนประเมินยอดเยี่ยม 10 อันดับ โดย มีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายพิเชษฐ์ จันทร์ส่ง ท้องถิ่นจังหวัดสุรินทร์ ผศ.จรูญ ถาวรจักร์ ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีราชภัฏสุรินทร์ พล.ต.ต.โชติ ไทยยิ่ง ประธานกรรมการ ป.ป.จ.สุรินทร์ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และผู้มีเกียรติจากทุกส่วนงานเข้าร่วมประชุมกว่า 400 คน

 

15033761_1274410162580012_968675593_n

 

ผลการประเมินในภาพรวมของจังหวัดมีผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ร้อยละ 56.92 ซึ่งในโอกาสนี้มีการมอบโล่รางวัลให้กับหน่วยงานสูงสุด 10 อันดับ โดยหน่วยงานที่มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลจอมพระ อ.จอมพระ ได้คะแนน 81.79 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน จากการสรุปผลการประชุมโดยคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบ การดำเนินโครงการได้ชี้แจงถึงจุดอ่อนจุดแข็งของการรับการประเมินให้ทุกหน่วยงานทราบ ซึ่งทุกหน่วยงานมีความมั่นใจว่าในปีหน้าจะสามารถดำเนินงานและทำให้ได้คะแนน ITA สูงขึ้น

 

14958340_1274410155913346_545824034_n
การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ การประเมิน ITA เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่สอดคล้องกับปัญหาของสังคมไทย โดยเฉพาะการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ รัฐบาลจึงมีนโยบายการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกหน่วยงานในจังหวัดสุรินทร์ โดยทางจังหวัดสุรินทร์ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เป็นหน่วยงานทำหน้าที่ที่ปรึกษาและดำเนินโครงการประเมินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยเทศบาลตำบล 27 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 144 แห่ง รวมทั้งสิ้น 171 แห่ง ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้ทำการลงพื้นที่เก็บข้อมูลโดยมี ดร.อัครเดช สุพรรณฝ่าย หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งนักวิจัยและผู้ช่วยนักวิจัย จำนวน 85 คน ลงพื้นที่จริง ประเมินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้เวลาดำเนินงานตลอดโครงการ จำนวน 210 วัน

ภาพ-ข่าว ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว /สุรินทร์ 091-0179989