“แม่ทัพภาค2” พบสื่อ 5 จว.อีสานใต้ ขอสื่อสร้างสมานฉันท์ปรองดอง

28 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมโรงแรมทองธารินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 25 จัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ระดับภาคในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 โดยมี พลโทวิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน พร้อมด้วย นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และ พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์สุเมธ ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ ให้เกียรติร่วมในพิธี และมีสื่อมวลชนจากจังหวัดสุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ จำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วมรับฟัง

เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน อยู่ในระยะที่ 3 ตามโรดแมปของรัฐบาล นั้นคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และการจัดการเลือกตั้ง จึงมีการจัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ระดับจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งนี้ ขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม จากสื่อมวลชนทุกแขนง 5 จังหวัดอีสานตอนล่าง โดยมีกิจกรรมการเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ระหว่างพี่น้องสื่อมวลชน ในการนำเสนอข่าวครั้งนี้ จะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะทำให้สื่อมวลชนทุกท่านได้ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างกัน เพื่อขจัดปัญหาข้อขัดแย้งของสังคม อันเนื่องมาจากการรับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง และสามารนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง มีแหล่งข้อมูลชัดเจน อันจะนำมาซึ่งความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ ตามกรอบแบบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีงามของไทยต่อไป

พลโทวิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า โครงการสื่อมวลชมสัมพันธ์ จัดขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าอก เข้าใจกัน เพื่อความปรองดอง และสามัคคีของคนในชาติ ช่วงนี้เป็น ระยะที่ 3 ตามโรดแมปของรัฐบาล นั้นคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และการจัดการเลือกตั้ง เรียบร้อยแล้ว ในช่วงนี้ ทางรัฐบาล คสช.ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ขึ้นมาดูแลเรื่องดัวกล่าวโดยตรง ดังนั้นสิ่งที่ยืนยันมาตลอดก็คือสื่อมวลชนมีความสำคัญต่อการสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอีสานตอนล่าง ที่แม้จะมีเกิดวิกฤติทางการเมือง หรือความขัดแย้งของเพื่อนบ้าน แต่ก็ไม่เคยเกิดเหตุร้ายแรง หรือบานปลาย สามารถที่จะรักษาความสงบสุขเอาไว้ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวจนเกิดความมั่นคง เช่นเดียวกับการนำเสนอเรื่องสื่อประชารัฐระดับท้องถิ่นที่จะสร้างประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างความปรองดอง ซึ่งจะสนับสนุนเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวอีกว่า สิ่งที่ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับก็คือปัญหาภัยแล้งที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ และแก้ไขให้ประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมฝากข้อคิดต่อสื่อมวลชน และผู้ใต้บังคับบัญชา ขอให้ทุกคนมีจิตสำนึก มีจรรยาบรรณ มีระเบียบวินัย เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ที่แม้จะแตกต่างกัน แต่หากทุกฝ่ายปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัดก็จะก่อให้เกิดความสุขสงบ และอยากเห็นพี่น้องสื่อมวลชนให้ความร่วมมือในการสร้างความปรองดองเช่นนี้ตลอดไป.

ขณะที่ตัวแทนสื่อมวลชนจังหวัดสุรินทร์ได้สอบถาม นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับสนามบินศรีณรงค์ ซึ่ง พ่อเมืองช้าง ได้กล่าวว่า ตอนนี่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดต่อระเบียบราชการในบางเรื่อง

ด้านตัวแทนสื่อมวลชนจังหวัดอำนาจเจริญได้เรียกร้องให้ พลโทวิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ผลักดันด่านเศรษฐกิจชายแดนไทยและสปป.ลาว ผ่านทางอำเภอชานุมาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตื่นตัวอย่างมาก.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

ขวัญใจคนใช้แรงงาน!! แม่ค้าเมืองช้างเปิดขายกับข้าวข้างถนนโคตรถูกเพียง 20 บาท หวังช่วยผู้มีรายได้น้อย

27 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในยุคที่เรียกว่าข้าวยากหมากแพงแบบนี้ แม้ว่าแก๊สหุงต้มจะมีอัตราที่สูงขึ้น รวมไปถึงวัตถุดิบที่ถีบตัวสูงขึ้น ทำให้ร้านขายอาหารตามสั่งหรือร้านข้าวแกงหลายร้านมีการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนการผลิต แต่ที่ข้างถนนสายสุรินทร์-ศีขรภูมิ กม.3 บริเวณบ้านจะแกโกน ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ ยังมีร้านขายกับข้าว และข้าวถุงอยู่ร้านหนึ่ง ติดป้ายกับข้าว 20 บาทไว้ที่ข้างร้าน เป็นเพิงหมาแหงน หลังคาคลุมด้วยผ้าใบ พอบังแดด ฝน จัดร้านอย่างเรียบง่าย ขายกับข้าวทุกๆ เมนูในราคาเพียงราคา 20 บาท

นอกจากนี้ยังมี น้ำพริกทุกชนิด ขายเพียงถุงละ 10 บาท และข้าวสวยหอมมะลิสุรินทร์แท้ 100% ก็ขายเพียงถุงละ 5 บาทเท่านั้น จนเป็นขวัญใจของผู้ใช้แรงงานและรถบรรทุกขาประจำ ในช่วงเช้าตั้งแต่ 16.00 ไปจนถึงเวลา 20.00 น. ของทุกวัน มีสารพัดเมนู ต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก กว่า 20 อย่างในแต่ละวัน โดยมี นางคำพอง ทองนาค อายุ 29 ปี อดีตแม่ค้ากับข้าวร้านค้าสวัสดิการห้างสรรพสินค้าชื่อดัง จะเป็นผู้ทำอาหารด้วยฝีมือของตนเอง ด้วยรสชาติที่จัดและธรรมดา จนเป็นที่ถูกปากของผู้ใช้แรงงาน และบรรดาผู้ขับรถบรรทุก ด้วยราคาเพียง 20 บาทเท่านั้น ไม่กลัวการขาดทุน เพราะขายตามราคาต้นทุนที่ลงขายในแต่ละวัน และยึดหลักตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงสอนให้รู้จัก เศรษฐกิจพอเพียง ไม่หวังผลกำไร ได้แค่พออยู่ได้ เพื่อชีวิตก็เพียงพอแล้ว

นางคำพอง ทองนาค อายุ 29 ปี เจ้าของร้านกับข้าว 20 บาท กล่าวว่า แต่ก่อนขายกับข้าวในแคนทีน ห้างโรบินสันสุรินทร์ เป็นร้านค้าสวัสดิการพนักงาน พอหมดสัญญาเช่าก็เลยออกมา มาดูทำเลแถวนี้รู้สึกว่า กับข้าวตอนเย็นยังไม่มีมีเพียงเจ้าเดียว ตนขายกับข้าวข้างในห้าง 20 บาท คิดว่าข้างนอกน่าจะขายได้ เพราะร้าค้าสวัสดิการก็ขายในราคา 20-25 บาทเหมือนกัน ทุกวันนี้ตนขายกับข้าวทุกอย่าง 20 บาท ข้าวเปล่า 5 บาท 7 บาท หรือ 10 บาท ทำเองทั้งหมดเลย  ตั้งแต่ไปจ่ายตลาด ล้างผัก ทำเองกับข้าว ทุกอย่างทำเองหมดเพราะไม่มีลูกจ้าง เมนูที่ได้รับความนิยมคือ แกงคั่วไก่ ต้มแซ่บซี่โครงหมู  ที่ลูกค้าติดใจ ราคาไม่แพง ทุกเมนูเพียง 20 บาท  ที่ขายถูกเพราะเห็นใจลูกจ้างรายวัน และคนใช้แรงงาน มีรายได้วันละไม่กี่ร้อย เงิน 20 บาท เงิน 60 บาทก็สามารถกินกับข้าวได้หลายอย่าง มีรายได้ยืนพื้นวันละ 4,000 บาทเป็นอย่างต่ำ ส่วนกำไรน่าจะวันละ 1,000 บาทก็น่าจะโอเคแล้ว จ่ายตลาดวันหนึ่ง บางที่จ่ายเกินงบนิดหนึ่ง แต่ก็พออยู่ได้ มีกำไรนิดๆหน่อยๆก็ถือว่าพออยู่ได้ เพื่อชีวิต.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

จัดเทศการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ถิ่น เปิดตลาดชาวนาสินค้าเกษตรอินทรีย์

27 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดสุรินทร์ ได้จัดกิจกรรม “เทศกาลปกป้องเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ปี 2560” SAVE SEEDs FESTIVLA 2017 ที่บ้านปันสุข ถนนสระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.วัดสุรินทร์ เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของพันธุกรรมพื้นบ้าน ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นการรักษาอธิปไตยทางด้านอาหารของท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยและไม่ทำลายสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ งานวิชาการ การแสดงพื้นบ้าน ตลาดนัดชาวนา Workshop องค์ความรู้ เวทีแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

นายเกรียงศักดิ์ เวฬุวนารักษ์ อายุ 44 ปี ศูนย์สุขภาพวัดลาด ต.นาโส อ.กุดชุม จ.ยโสธร กล่าวว่า ในชุมชนเราก็มีต้นทุนเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่เป็นหมอชาวบ้าน หรือที่เรียกว่า หมอยากลางบ้าน เป็นระบบเกื้อกูล หมอครอบครัว บางคนมีตำรับนี้ก็ไปรักษาคนนี้ อย่างที่เราทำก็จะเป็นประเภท ยาเดียวบ้าง ยาตำรับบ้าง ยาเดียว อาทิ เช่น ฟ้าทะลายโจร ใช้ทดแทน ยาพาราแซลตามอล รักษาอาการ แก้ไข้ ท้องเสีย เจ็บคอได้ ถ้าเป็นโรคทางกระเพาะอาหาร ปกติใช้ยา แอนตาซิล ถ้าเป็นยาแผนพื้นบ้านก็ใช้ยาขมิ้นชัน ถ้าเป็นท้องอืด ท้องเฟื้อ ก็จะใช้ยาธาตุอบเชย เป็นตัวทดแทนที่จะสร้างทางเลือกให้ชาวบ้าน ชุมชน เริ่มพัฒนาสู่การผลิตยาสมุนไพรพื้นบ้านจากชุมชน ส่งวัตถุดิบให้โรงพยาบาลกุดชุมก็จะผลิตต่อ และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัดยโสธร ส่งโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ เราจะเห็นเส้นทางของยา จากการเดินทางตั้งแต่ต้นนำ มากลางน้ำที่โรงพยาบาลกุดชุม แล้วก็ส่งไปปลายน้ำที่ยังโรงพยาบาลต่างๆ เป็นการบูรณาการ เป้นสืบทอด และต่อยอด ภูมิปัญญาชาวบ้านนำไปสู่ที่เขาเรียกว่า สมุนไพรใส่สูท จากเดิมใส่เสื้อหม้อฮ่อม โดยการประสานงานกับชาวบ้านที่เป็นเครือข่าย

ด้าน  นายอารัติ แสงอุบล ผู้จัดการ มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ 88 ม.7 ต.แกใหญ่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า งานนี้เราตั้งชื่อว่า SAVE SEEDs FESTIVLA 2017 เทศกาลปกป้องเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ประเด็นหลักของงานคือการพูดถึงการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ อันที่สองคือ อาหารการกินพื้นบ้านปลอดภัย อันที่สามพูดถึง เกษตรอินทรีย์ ส่วนพื้นที่ที่เราอยู่กันตรงนี้ เรียกว่า บ้านปันสุข เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ที่ใหม่ แห่งใหม่ของคนสุรินทร์ เป็นศูนย์รวมของการมาเจอกัน เป็นตลาดนัดสีเขียว สุขภาพแผนไทย และมีกิจกรรมหลายๆอย่าง เพื่อรณรงค์ให้คนสุรินทร์หันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องของสุขภาพ และเรื่องอาหารการกิน

วันนี้เจ้าภาพหลักที่เข้ามารวมงานเป็นเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เรามีเครือข่ายเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เยอะมาก 500-600 ครอบครัว วันนี้มาไม่หมด เพราะมีหลายที่ หลายอำเภอ เป็นการเปิดตัวว่าเราจะทำตลาดนัดสีเขียวที่นี้ด้วย ส่วนวันที่จะเปิดยังไม่ชัดเจน แต่วันนี้เป็นการเปิดตัว เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นก่อนว่า มีความเป็นไปได้ไมว่าเราจะร่วมมือกันเปิดตลาดนัดสีเขียวแห่งใหม่ ที่เป็นพื้นที่สุขภาพ ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของคนสุรินทร์ ที่เราจะจัด ณ ที่แห่งนี้ โดยใช้ชื่อว่า ตลาดเขียวปันสุข จะเป็นวันไหน เมื่อไหร่ก็ต้องติดตามอีกสักนิด เพื่อให้การจัดการมันพร้อมมากกว่านี้ บ้านปันสุข อยู่บริเวณถนนเลียบคลองชลประทาน ก่อนถึง สมาคมวี อาร์ กู้ชีพ สุรินทร์  53/1 ชุมชนสระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

ข้าวหมากพารวย!! แม่เฒ่าเมืองช้างรวมกลุ่มห่อข้าวหมากขาย สร้างรายได้เสริมหลังทำนา

25 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบร้านเพิงหมาแหงน จำหน่ายข้าวหมากหวาน ที่บริเวณทางโค้งบ้านตาแบน ม.9 ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบกลุ่มผู้สูงอายุบ้านตาแบน กำลังช่วยกัน ขายข้าวหมากและเร่งกำลังช่วยกันห่อข้าวหมาก ด้วยใบตอง ในมะพร้าว และกลัดด้วยทางมะพร้าว อย่างเรียบง่าย สวยงาม ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ชาติพันธุ์ “เขมรสุรินทร์”โบราณดั่งเดิม เรียกว่า ละหมาก หรือ ข้าวหมากสมุนไพร ใช้ข้าวเหนียวสำหรับทำข้าวหมากถึงวันละ 10 กิโลกรัม คิดเป็นต้นทุนวันละ 300 บาท หรือทั้งหมดต่อเดือนราว 9,000 บาท แต่เมื่อขายเป็นเม็ดเงินหักต้นทุนได้กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณเดือนละ 30,000 บาท

20170225002

ที่สำคัญเป็นข้าวหมากที่ผลิตขึ้นโดยสมุนไพรแท้ และใช้ลูกแป้งสมุนไพรแท้ สูตรข้าวหมาก ภูมิปัญญาชาวบ้าน ชาติพันธุ์ “ เขมรสุรินทร์” โบราณดั่งเดิม ทำให้ได้รสชาติดั้งเดิมของข้าวหมากที่แท้จริง ไม่กลิ่นเปรี้ยว และไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เมื่อรับประทานแล้วจะเกิดรสหวานติดลิ้น และไม่ทำให้เกิดอาการมึนเมา เพราะหมักข้าวเหนียวด้วยลูกแป้งข้าวหมากสมุนไพร ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิดในสัดส่วนที่พอเหมาะ ปัจจุบัน มีทั้งลูกค้าขาประจำ และลูกค้าขาจร ที่เดินทางผ่าน จะแวะซื้อไปรับประทาน และซื้อเป็นของฝากติดไม้ ติดมือกลับบ้านด้วย

2017022500320170225004

นาง ปันแดง สายน้อย อายุ 55 ปี ชาวบ้านตาแบน ต.ท่าสว่าง แม่ค้าขายละมาก หรือ ข้าวหมากสมุนไพร สูตรโบราณ  กล่าวว่า เห็นคนโบราณห่อข้าวหมากให้ลูกหลานกิน ตนก็เลยคิดมาทำห่อขาย ไม่มีใครสอน ทำเอง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเห็นใบตองสวยก็แวะมาอุดหนุน ตนขายอยู่บริเวณ ทางโค้งบ้านตาแบน ม.9 ต.ท่าสว่าง ถนนท่าสว่าง-เมืองลีง สูตรเด็ดอยู่ที่ ความหวาน สะอาด ในแต่ละวันจะต้องเตรียมใบตอง ประมาณ 10 ก.ก. ตัดและก็เช็ดทำความสะอาด ใบมะพร้าว ทางมะพร้าว แล้วก็แช่ข้าวเหนียว และนึ่งข้าวเหนียว ประมาณ 10 ก.ก. แล้วก็นำมาหมักด้วยแป้งข้าวหมาก สมุนไพร และห่อด้วยใบตอง วันหนึ่งจะท้าวหมากประมาณ 10 ก.ก. ใช้เวลาการเตรียม และนั่งห่อ ประมาณ 3 ช.ม. ตนจำหน่ายในราคา ห่อละ 5 บาท ขายเป็นถุงๆ ละ 40 บาท (9 ห่อ) หรือขาย 3 ถุง 100 บาท รายได้ในแต่ละวันไม่แน่นอน ส่วนใบตอง ใบมะพร้าว ตนก็จะเก็บจากหลังบ้านที่ตนปลูกไว้ จึงทำให้มีรายได้ทุกวัน ขายดิบ ขายดี  ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อไปรับประทาน ทำเหยื่อตกปลามั้ง และเป็นของฝากติดไม้ ติดมือไปเป็นของกิน ของฝาก ตนทำแบบนี้มา 2-3 ปีแล้ว พอมีรายได้เสริมหลังจากฤดูการทำนา เลี้ยงครอบครัว

เปิดขายทุกวัน เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่ 07.00-17.00 น.ห่อละ 5 บาท ถุงละ 40 บาท (9 ห่อ) หรือขาย 3 ถุง 100 บาท ใครผ่านไป-มา ถนนท่าสว่าง-เมืองลีง พอเห็นทางโค้งบ้านตาแบน อย่าลืม แวะอุดหนุน เป็นของกิน ของฝาก สนใจสั่งซื้อ ติดต่อ คุณป้า ปันแดง สายน้อย หมายเลขโทรศัพท์ 081-0613959

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

สุดล้ำค่า!! ชาวสุรินทร์ถวายงาช้างเก่าแก่ให้วัดเก็บรักษาเป็นสมบัติของแผ่นดิน คู่พระพุทธศาสนา

24 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร เลขที่ 661 ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร นายสมโรจน์ คูกิจติเกษม ประธานเดอะช้างโนวเลจพาร์ค พิพิธภัณฑ์ช้าง จังหวัดสุรินทร์ และครอบครัว ได้ถวายถวายงาช้างดึกดำบรรพ์ ให้แด่วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร เพื่อเก็บรักษาและอนุรักษ์ให้เป็นของสมบัติชาติ และเป็นสมบัติของแผ่นดินตลอดไป
02242017002
นายสมโรจน์ คูกิจติเกษม ประธานเดอะช้างโนวเลจพาร์ค พิพิธภัณฑ์ช้าง จังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า งาช้างดึกดำบรรพ์คู่นี้ สุดล้ำค่าและประเมินค่ามิได้ เพราะมีอายุหลายล้านปี เป็นมงคลของแผ่นดิน ควรอยู่คู่ศาสนสถานทางพระพุทธศาสนาที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติและต่างชาติ ให้ได้มาเห็นถึงความสำคัญว่า ประเทศไทยมีของดี ทรงคุณค่า อยู่คู่บ้าน คู่เมือง ตนมีศรัทธา และประสงค์แน่วแน่ในการถวายงาช้าดึกดำบรรพ์ เพื่อตั้งไว้คู่พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร แห่งวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหารตลอดไป.
ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

อดีตทหารดวงเฮง!! คว้ารางวัลรถเก๋ง มูลค่าเหยียบล้าน ในงานพิธีเบิกเนตรรูปเหมือนหลวงปู่ดุลย์ฯ หลังซื้อสลากชิงโชคเพียง 400 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.00 น. ณ อุทยานหลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดป่าโยธาประสิทธิ์ หน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นายวิชัย  ทัศนเศรษฐ์  ประธานกรรมการจัดสร้างอุทยานหลวงปู่ดูลย์  อตุโล พร้อมด้วยนายนุรุทธิ์  เจริญพันธ์  อดีต ส.ว.สุรินทร์ นายพิชิต สายแสงจันทร์ ส.อบจ.สุรินทร์ และคณะกรรมการ ในการจัดสร้างอุทยานหลวงปู่ดูลย์ อตุโล และรูปเหมือนหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ใหญ่ที่สุดในโลก หน้าตักกว้าง 8.09  เมตร สูง 19.20 เมตร. โดยได้รับการสนับสนุนจากการทำบุญของศิษยานุศิษย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมเป็นเงิน 30 ล้านบาท

20170207002

เพื่อเป็นที่ระลึกและศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวสุรินทร์ และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ธรรม และประวัติหลวงปู่ดูลย์ และให้เป็นปูชนียสถานศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวสุรินทร์ และประชาชนทั่วไปทุกสารทิศที่เคารบนับถือหลวงปู่ดูลย์ฯ พร้อมทั้งยัง รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งดินแดนอารยธรรมอีสานใต้

20170207003

คณะกรรมการ ในการจัดสร้างอุทยานหลวงปู่ดูลย์ อตุโล และรูปเหมือนหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ใหญ่ที่สุดในโลก จัดพิธีจับสลากมอบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ ฮอนด้า ซีวิค และโทรศัพท์มือถืออีก 5 เครื่องให้กับผู้โชคดีที่มาร่วมทำบุญในครั้งนี้ด้วย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.พ.60 ที่ผ่านมา สำหรับผู้โชคดีได้รับรางวัลรถยนต์เก๋ง คือ ร้อยตรีประวิทย์ อุดมเดช ข้าราชการบำนาญ ชาว จ.ชลบุรี เดินทางมารับมอบรถยนต์เก๋งยี่ห้อ ฮอนด้า ซีวิต มูลค่ากว่า 700,000 บาท ไปครอบครอง

20170207004

ด้าน ร้อยตรีประวิทย์ อุดมเดช ข้าราชการบำนาญ กล่าวว่า ตนออลี่จากราชการทหาร สังกัด 21 พัน 1 รอ. จ.ชลบุรี ค่ายนวมินราชินี ได้รับโทรศัพท์ ช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 5 ก.พ.60 ตอนแรกคิดว่าถูกพวก 18 มงกุฎหลอกลวง เพราะสมัยรับราชการทหารเคยมีคนถูกหลอกในลักษณะนี้ จึงโทรศัพท์สอบถามเพื่อความแน่ใจ เพราะกลัวจะโดนหลอกอีก เลยให้พี่ชายที่ทำงานการไฟฟ้าสุรินทร์ ติดต่อให้อีกทีว่าเป็นเรื่องจริงมัย พอรู้ว่าเป็นเรื่องจริง ตนดีใจมาก จนบอกไม่ถูก ไม่คิดว่าจะมีบุญกุศลได้รับรางวัลใหญ่ขนาดนี้

จังหวะที่เดินทางมาเยี่ยมพี่ชายที่ จ.สุรินทร์ ได้มารับประทานอาหาร ไอศรีม พี่ฟาร์มเมล่อน ของนายนุรุทธิ์  เจริญพันธ์  อดีต ส.ว.สุรินทร์ ที่อยู่ตรงข้าวการไฟฟ้าจังหวัดสุรินทร์ ตนซื้อซื้อสลากการกุศล ชิงโชค 4-5 ใบ ใส่ชื่อ ตนเอง ลูกชาย และแม่ ปรากฏว่าหลวงปู่ดูลย์ ท่านให้โชค.

ภาพ-ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

ดีต่อใจสุดๆ!! อาหารจานหรูราคาถูก ไข่กระทะ,กาแฟร้อน อิ่มอร่อยเพียง 49 บาท

26 ม.ค.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบร้านบาบีคิว ปิ้งย่าง ชื่อว่า ร้าน LaMoom “ละมุน”มีนางสาวพักตร์กลม พิรุฬห์ศิวากาศ เป็นเจ้าของร้าน  ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 332 ถนนกรุงศรี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ หรือ บริเวณกำแพงเมืองโบราณ ตรงข้ามวัดพรหมสุรินทร์  บรรยากาศสบายๆ ชิวๆ เน้นการตกแต่งแบบเรียบง่ายได้กลิ่นอายความวินเทจจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ เน้นการตกแต่งให้มีพื้นที่โล่งโปร่งสบาย ประดับด้วยโคมไฟ ไม้ไผ่จักสาน ไอเดีย สุดเก๋ ผุดเมนูอาหารเช้า ไข่กระทะ เสริฟ์พร้อมๆกับ กาแฟร้อน ชา และน้ำส้ม  อิ่มอร่อยจานหรูราคาถูกได้อรรถรส เพียง 49 บาทเท่านั้น ต้อนรับวันใหม่ เอาใจคนตื่นเช้า เพราะอาหารเช้า เป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของทุกคน ซึ่งนอกจากจะช่วยชาร์จพลังงานแล้ว ยังเป็นมื้ออาหารที่เติมเต็มวันใหม่ ให้เรามีความสดใสสมองปลอดโปร่งอีกด้วย สร้างรายได้วันละหลายพันบาท

20170126002

นักท่องเที่ยว กล่าวว่า เมื่อกี้ทานโจ๊กใส่ไข่กับไข่กระทะ รสชาติอร่อย กลมกล่อม ไข่กระทะ กาแฟร้อน ชา และน้ำส้ม ราคาพียง  49 บาท คุ้มมากๆ ต้องมาลองชิมดูจะรู้เอง ว่าสุดคุ้ม พอดีขับรถยนต์ผ่านมาเห็นร้านน่ารัก ร้านสวย ก็เลยแวะลองชิมดู ก้ประทับใจเลย เพราะมาจากต่างจังหวัดด้วย

นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์กล่าวว่า ดีมากเลยเพราะว่าในจังหวัดสุรินทร์ไม่ค่อยจะมีร้านไข่กะทะให้รับประทานกัน ราคาก็ถูกมากโดยเฉพาะเสริฟืพร้อมกาแฟโบราณ ทำให้เราได้ย้อนยุคถึงเมื่ออดีต จัดเป็นชุดในลักษณะพิเศษ ราคาก็ถูกมาก เพียง 49 บาท เป็นครั้งแรกที่ได้มารับประทานอาหารที่ร้านแห่งนี้ มากันหลายคนทั้ง เพื่อนๆชาวไทยและชาวต่างชาติ  คิดว่าจะมาอีกเพราะที่จอดรถก็สะดวกสบาย  บรรยากาศก็ดีมานั่งชมกำแพงเมือง ย้อนยุคของความเป็นจังหวัดสุรินทร์ได้ด้วย

20170126003

นางสาวพักตร์กลม พิรุฬห์ศิวากาศ เป็นเจ้าของ ร้าน LaMoom “ละมุน” กล่าวว่า เรื่องเมนูอาหารเช้าพอดีมีผู้หลักผู้ใหญ่ของจังหวัดสุรินทร์ ท่านแนะนำให้ทางร้านเปิดอาหารเช้าด้วย ตนก็มีความคิดว่าอยากให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาได้ทานอาหารเช้ากัน ก็เลยเปิดเป็นเมนู ไข่กระทะ เป็นโจ๊ก ง่ายๆ เน้นบรรยากาศสบายๆ ราคาถูก เซ็ต เมนูไข่กระทะ เสริฟ์พร้อม น้ำส้ม ชา กาแฟ แล้วแต่ลูกค้าจะเลือก เราเริ่มต้น 49 บาท แต่ถ้าลูกค้าจองเข้ามาตั้งแต่ 20 ท่านขึ้นไปก็จะมีส่วนลดให้อีก เพื่อเอาใจคนตื่นเช้า

ร้านเพิ่งเปิดใหม่ แต่กระแสการตอบรับที่ดีมาก เมนูชุดอาหารเช้า โดยเฉพาะ ไข่กระทะ ประมาณ 30-40 ชุด มีรายได้จากชุดอาหารเช้า 2,000-3,000 บาท  เปิดร้าน 06.00 -22.00 น. ได้อานิสงค์จากอาหารเช้า สั่งกลับบ้านบ้าง ทานที่ร้านบ้าง จนต้องขายเวลาไปเรื่อยๆจนถีงสี่ทุ่ม บาบิคิว ปิ้งย่าง จะมาทานตอนเช้า เราก็เตรียมไว้ได้เลย โดยปกติลุกค้าไม่มาทานบาบิคิวตอนเช้าอยู่แล้ว

ร้าน LaMoom หรือเป็นไทยว่า  “ละมุน” หมายถึงกินแล้วต้องละมุน อร่อยและลูกค้าต้องพอใจ ซึ่งคิดชื่อร้านอยู่นานพอสมควร ตนเป็นลูกแม่ค้ามาก่อน ช่วยแม่ขายของมาตั้งแต่เด็กๆ ความชอบค้าขายเลยถูกฝังอยู่ในตัว

ของฝากร้าน LaMoom อยู่ที่ จังหวัดสุรินทร์ เส้นโพธิ์ร้าง หาง่าย ร้านเติบโตจากความตั้งใจ อยากให้คนสุรินทร์มีร้านอาหารดีๆ สบายๆ ได้นั่ง อาหารทุกอย่างรับรอง คัดพิเศษ เพื่อลูกค้าทุกคน เน้นดีต่อสุขภาพ ไม่ได้เน้นที่จะขายเพื่อเอากำไรเพียงอย่างเดียว ว่างๆเชิญนะคะ.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

ม.ราชภัฏสุรินทร์พร้อมจัดเทศกาลแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ(SICE) วันที่ 25-31 ม.ค.นี้

25 ม.ค.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พร้อมในการจัดงานเทศกาลการแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ SICE (ซีเซ่) : Surin International Cultural Exchange 2017 ระหว่างวันที่ 25-31 มกราคม 2560 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศาสตร์ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล เพื่อส่งเสริม สร้างองค์ความรู้ด้านวิชาการใหม่ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายทางวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ และเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

โดยมีประเทศต่างๆ ส่งตัวแทนเข้าร่วมงาน 14 ประเทศ รวมมากกว่า 250 คน จากทั่วโลก ประกอบด้วย โปแลนด์ ตุรกี กัมพูชา อินเดีย กรีซ อาร์เจนตินา บัลกาเรียออสเตรเลีย อิสราเอล ฟิลิปปินส์ อิตาลี อินโดนีเซีย บังคลาเทศ จีน และประเทศไทย

20170125002

ดร.อัชราพร สุขทอง ผอ.สำนักศิลปะและวัฒนะธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ กล่าวว่า กิจกรรมซีเซ่ เป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนศิลปะนานาชาติ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์จัดเป็นประจำทุกปี และปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ให้การสนับสนุน ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเป็นประธานงาน ในวันแสดงแบบผ้าไหม ในวันที่ 29 ม.ค.60 ส่วนการแถลงข่าวได้มีการจัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 15 ม.ค.60 ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซีเซ่ เน้นการแสดงที่ยิ่งใหญ่ อลังการ

จึงขอเชิญชวนชาวจังหวัดสุรินทร์ และนักท่องเที่ยวจังหวัดใกล้เคียงได้มาร่วมชมเทศกาลแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมนานาชาติระหว่างวันที่ 25-31 มกราคม 2560 ณ เวทีกลางแจ้งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ชมการแสดงจากชาวต่างชาติกว่า 250 คน จาก 12 ประเทศ และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่หมู่บ้านช้าง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ในวันที่ 27 ม.ค.60 จะมีการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงที่โรงเรียนเครือข่าย อาทิ โรงเรียนสุรวิทยาคาร โรงเรียนสิรินธร และโรงเรียนจอมพระประชาสรรค์

เทศกาลแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ Surin International Cultural Exchange 2017 : SICE จะมีกิจกรรมย่อย 2 กิจกรรม คือ การแสดงศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ และการแสดงแบบผ้าและเครื่องแต่งกายนานาชาติ โดยมีกำหนดการจัดกิจกรรมดังนี้

 

วันที่ 25 มกราคม 2560 เวลา 9.00 – 12.00 น. พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และเปิดการประชุมปฐมนิเทศคณะผู้นำนักแสดงนานาชาติ ที่โรงแรมล้านช้าง ชั้น 2 อาคาร 39 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จากนั้นเวลา 15.00 น เดินพาเหรดเข้าเมือง ผ่านวงเวียนน้ำพุ สี่แยกตลาดสด ผ่านหน้าสำนักงานประปาสุรินทร์ สิ้นสุด ที่อนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง และร่วมสักการะอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง จากนั้นเวลา 19.00 น. พิธีเปิดการแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ อย่างเป็นทางการ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

-วันที่ 26 มกราคม 2560 การแสดงรอบนักเรียน โดยโรงเรียนสุรวิทยาคารและโรงเรียนสิรินธร และการแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ ที่สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์

-วันที่ 27 มกราคม 2560 การแสดงรอบนักเรียน โดยโรงเรียนจอมพระประชาสรรค์ และโรงเรียนประสาทวิทยาคาร และการแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ ที่ปราสาทศีขรภูมิ

-วันที่ 28 มกราคม 2560 การแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ ที่เวทีโดม ถนนคนเดินเซราะกราว อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

-วันที่ 29 มกราคม 2560 เวลา 19.00-22.00 น. พิธีเปิดงานมหกรรมการแสดงแบบผ้าและเครื่องแต่งกายนานาชาติ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

-วันที่ 30 มกราคม 2560 การแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ ที่เวทีสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

-วันที่ 31 มกราคม 2560 การแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ การแสดงพิธีปิด รวมศิลปะ รวมวัฒนธรรม รวมใจเป็นหนึ่ง การมอบรางวัลการแสดงยอดเยี่ยมด้านต่างๆ การมอบเกียรติบัตรแก่คณะผู้นำและนักแสดงที่มาร่วมงาน มอบเกียรติบัตรแก่คณะกรรมการดำเนินงานและผู้ให้การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน กิจกรรมเลี้ยงอำลา แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน และพิธีปิดงาน ร่วมร้องเพลงประสานเสียง Heart of Harmony ดร.อัชราพร สุขทอง ผอ.สำนักศิลปะและวัฒนะธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ กล่าว.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

อนาถใจ!! เฒ่าเมืองช้างเคลียปัญหารักไม่ลงตัว ตัดสินใจผูกคอลาโลก

20 ม.ค.60 เวลา 15.30 น. ร.ต.อ.เสฏฐวุฒิ นิลจันทร์ ร้องเวรฯ สภ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้รับแจ้งว่ามีคนผูกคอตายที่บ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 14 ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ จึงพร้อมด้วยกู้ภับฮุก 31 จุดรัตนบุรี รุดไปยังที่เกิดเหตุ พบศพผู้เสียชีวิตผูกคอในลักษณะยืนอยู่ภายในห้องน้ำหลังบ้านในที่เกิดเหตุ โดยใช้ผ้าขาวม้าผูกกับขื่อ ข้างๆ ศพมีถังน้ำปล่าววางอยู่ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือหลักฐานอื่น คาดว่าผู้เสียชีวิตคงจะใช้ยืนผูกคอ ทราบชื่อภายหลังคือนายบุญทัน มากมี อายุ 59 ปี เจ้าของบ้าน คาดว่าเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง

20170120001

จากการสอบถาม นางสมฤดี มากมี อายุ 50 ปี น้องสาวผู้ตายและเป็นผู้พบศพคนแรก ทราบว่าก่อนที่จะมาพบศพนายบุญทัน(พี่ชาย) ตนกลับจากทำธุระนอกบ้าน แต่ก็ไม่พบพี่ชายอยู่ในบ้าน ตนสังเกตุเห็นว่าห้องน้ำปิดอยู่ จึงคิดว่าพี่ชายคงจะเข้าห้องน้ำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานผิดปกติ ตนจึงไปเคาะประตูห้องน้ำเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานผิดสังเกตุ จึงได้ไปตามพี่ชายอีกคนซึ่งอยู่บ้านอีกหลังติดกัน ซึ่งเป็นน้องผู้ตายมาช่วยกันพังประตูห้องน้ำเข้าไป จึงได้พบว่านายบุญทัน(พี่ชาย)ผูกคอเสียชีวิตไปนานแล้ว

โดยนางสมฤดี มากมี น้องสาวผู้ตายได้เผยถึงสาเหตุการตายว่า นายบุญทัน(พี่ชาย)ของตนคงจะเครียดจากปัญหาที่ไปขึ้นบ้านสาวข้างบ้านเมื่อคืน จนสาวโวยวายจะเอาเรื่อง จึงได้มีการตกลงที่จะนัดเจรจากันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านในเย็นวันนี้ แต่พี่ชายตนคงจะอายและเครียด จึงได้ชิงผูกคอตายก่อน โดยพี่ชายตนเป็นคนโสดไม่มีลูกเมีย ส่วนสาเหตุอย่างอื่นที่จะทำให้คิดสั้นจนต้องผูกคอตายคงไม่มี.

ภาพ – ข่าว / ชูชัย  ดำรงสันติสุข

สุดอนาถา!! หนุ่มวัย 26 ป่วยโรคประหลาด เป็นแผล-ดำคล้ำทั้งตัว ไร้ค่ารักษา นอนรอการช่วยเหลือ

18 ม.ค.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีพลเมืองดีแจ้งว่าพบผู้ป่วยโรคผิวหนังแห้ง มีแผลตกสะเก็ต-ปวดเมื่อยตามร่างกาย ผิวหนังดำคล้ำทั้งตัว รวมไปทั้งศีรษะและใบหน้า อยู่บ้านเลขที่ 146 หมู่ที่ 5 บ้านชำเบง ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์

จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนยกสูงเก่าๆ มุงสังกะสีหลังเล็กๆ ทราบชื่อคือ นายไกรวิทย์ ลาวกาว อายุ 26 ปี ป่วยเป็นโรคประหลาดดังกล่าวมาแล้วประมาณ 1 ปี และเคยได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ และโรงพยาบาลในตัวจังหวัด เป็นระยะๆ มาโดยตลอด แต่อาการไม่ดีขึ้น ทำให้หมดค่าใช้จ่ายไปจำนวนมาก อีกทั้งทางบ้านมีฐานะยากจน จึงไม่สามารถเข้ารับการรักษาต่อได้

20170118003

นายไกรวิทย์ ลาวกาว ผู้ป่วยโรคประหลาด กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนอาศัยอยู่บ้านคนเดียวและคอยเลี้ยงหลาน 1 คน หลังจากตนป่วยหนักขึ้น พี่สาวซึ่งทำงานอยู่ต่างจังหวัดต้องลาออกจากงานมาดูแลตน จากนั้นก็ไม่มีรายได้จุนเจือครอบครัวเลย พี่สาวต้องออกหารับจ้างงานทุกอย่างไปวันๆ ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ ก็แยกย้ายไปมีครอบครัวหมด ขณะที่พ่อแม่ก็เสียชีวิตหมดแล้ว

2017011800220170118004

หากผู้ใจบุญต้องการช่วยเหลือหนุ่มผู้ป่วยโรคประหลาด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ ของนายเต็ม สามสี นายก อบต.เทพรักษา (081-067-2338), น.ส.วริษฐา ดาวศรี นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ (064-948-4328) และเบอร์สำนักงาน อบต. 044-558-840 หรือสามารถโอนเงินช่วยเหลือที่บัญชีพี่สาวของผู้ป่วย บัญชีธนาคาร ออมสิน สาขาสังขะ ชื่อบัญชี นางดวงสมร ลาวกาว เลขที่บัญชี 02 01818 10308.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว – นพรัตน์ กิ่งแก้ว