สุรินทร์จัดบวชหมู่ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9

15 ม.ค. 2560 นายอรรถพร สิงหวิชัย ผวจ.สุรินทร์ เป็นประธานเปิดโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสสัตตมวาร ครบ 100 วัน ณ วัดศาลาลอย พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยได้รับความสนใจจากพสกนิกรชาวสุรินทร์เข้าร่วมโครงการ 123 คน โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วย พลตรีอัครเดช บุญเทียม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 (ยี่สิบห้า) และหัวหน้าส่วนราชการและญาติพี่น้องของนาคทั้ง 123 คน ได้ร่วมขลิปผมและปลงผมนาค ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงทุ่มเทในการพัฒนาประเทศชาติ และทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อปวงชนชาวไทยมาตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์

20170115002

สำหรับโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จังหวัดสุรินทร์ร่วมกับคณะสงฆ์จัดขึ้นพร้อมกัน จำนวน 5 วัด มีพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ถวายเป็นพระราชกุศล จำนวนทั้งสิ้น 447 คน.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

ช่วยชาวนา ซับน้ำตาชาวใต้!! แขวงทางหลวงสงขลาสั่งซื้อข้าวสุรินทร์กว่า 4 ตัน แขวงฯสุรินทร์ไม่น้อยหน้าควักช่วยอีก 2 ตัน

14 ม.ค. 60 – จากสถานการณ์การเกิดอุทกภัยทางภาคใต้ในขณะนี้ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ขาดแคลนทั้งเครื่องอุปโภค-บริโภค รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ในพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะกรมทางหลวง ที่ต้องอยู่ติดพื้นที่ตลอดเพื่อคอยซ่อมถนนหนทางที่เสียหาย อันเกิดจากภัยน้ำท่วม เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกปลอดภัย จึงไม่สามารถไปไหนได้

ขณะที่ช่วงบ่ายวันนี้ ที่สำนักงานแขวงทางหลวงสุรินทร์ ถ.ปัทมานนท์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ นายทวี เวียนไธสง รอง ผอ.แขวงทางหลวงสุรินทร์ ก็ได้รวบรวมข้าวสารจำนวน 6 ตันกว่า และอาหารกระป๋อง น้ำดื่ม ขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งไปให้แขวงทางหลวงสงขลาที่ 2 (นาหม่อม) นำไปให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับประทานกัน ภายใต้ชื่อโครงการ “ช่วยชาวนา ไปซับน้ำตาชาวใต้”

20170114001

โดยข้าวสารจำนวน 4 ตันกว่า นายวิฑูรย์ อัตตเกษม ผอ.แขวงทางหลวงสงขลาที่ 2(นาหม่อม) ได้มอบหมายให้นายอภิชาติ สันติกุล รอง ผอ.แขวงทางหลวงสงขลาที่ 2 (นาหม่อม)ประสานมายังแขวงทางหลวงสุรินทร์ พร้อมส่งเงินจัดซื้อข้าวสารจากชาวนาจังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 4 ตันกว่า โดยนายชาญพินิจ พินิจศักดิ์ ผอ.แขวงทางหลวงสุรินทร์ ได้มอบหมายให้นายทวี เวียนไธสง รอง ผอ.แขวงทางหลวงสุรินทร์ ทำหน้าที่ประสานซื้อข้าวสารจากชาวนา พร้อมทั้งรวบรวมสิ่งของบริจาค จากผู้ประกอบการและพี่น้องหมวดทางหลวงในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เป็นข้าวสารจำนวน 2 ตันกว่า นอกจากนี้ยังมีอาหารแห้งและอาหารกระป๋องอีกจำนวนหนึ่งด้วย รวมเป็นข้าวที่จัดส่งจำนวน 6 ตันกว่า ซึ่งรถจะออกเดินทางจากแขวงทางหลวงสุรินทร์ ในช่วงบ่ายวันนี้ คาดว่าจะถึงแขวงทางหลวงสงขลาที่ 2 (นาหม่อม) วันจันทร์ที่ 16 ม.ค.60 นี้

2017011400320170114004

นายทวี เวียนไธสง รอง ผอ.แขวงทางหลวงสุรินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้ทางภาคใต้ได้เกิดสภาวะน้ำท่วมได้รับความเดือดร้อนหลายที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงที่อยู่ทางใต้ไม่มีโอกาสได้ไปไหนเลย ดูทั้งช่วงเทศกาลปีใหม่และช่วงน้ำท่วมตอนนี้ด้วย โดยทางแขวงทางหลวงสงขลาที่2 (นาหม่อม) ซึ่งเป็นเพื่อนกันได้ประสานส่งเงินมาให้ช่วยซื้อข้าวสาร จากชาวนาจังหวัดสุรินทร์จัดส่งไปให้ เพราะตอนนี้ทางแขวงสงขลากำลังขาดแคลนข้าวสารให้กับผู้ปฏิบัติงาน ก็เลยได้ชักชวนเจ้าหน้าที่ทางแขวงทางหลวงสุรินทร์ ระดมข้าวจากชาวนาสุรินทร์ เป็นโครงการช่วยชาวนา ไปซับน้ำตาชาวใต้ ซึ่งแขวงทางหลวงสงขลา ได้ส่งเงินมาซื้อข้าวสาร ได้จำนวน 4 ตันกว่า ทางแขวงสุรินทร์ก็ได้รวบรวมจากผู้มีจิตศรัทธาและพี่น้องหมวดทางหลวงต่างๆสมทบเพิ่มอีก 2 ตันกว่า รวมทั้งหมดจำนวน 6 ตันกว่า จะนำส่งในวันนี้คาดว่าจะถึงที่หมายประมาณเช้าวันจันทร์ที่ 16 ม.ค.นี้ ตอนนี้ก็ได้แพ็คใส่ถุงเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะส่งให้พี่น้องชาวแขวงทางหลวงสงขลาที่ 2 (นาหม่อม).

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

ฮือฮา!! ขุดพบพระพุทธรูป-ไหโบราณฝังใต้ดิน ชาวบ้านแห่ขอเลขเด็ด

12 ม.ค.60 – ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านระเวียง ต.ระแงง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ว่า ได้มีร่างทรางคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเดินทางมาจากไหน มาบอกเจ้าอาวาสวัดบ้านระเวียง ว่า ได้มีการนั่งทรงและมีวิญญาณของปู่ตา มาเข้าฝันว่า ที่บริเวณที่ตั้งศาลปู่ตา หลังเก่า ริมสระน้ำ ใกล้กับต้นโพธิ์ ถนนเลียบสระน้ำ ห่างจากหมู่บ้านระเวียงประมาณ 300 เมตร มีพระพุทธรูปฝังอยู่ใต้ดิน  จากนั้นเจ้าอาวาสวัด บ้านระเวียง ก็ได้ปรึกษากับ นายวิมล ดีถั่ว อายุ 42 ปี ผู้ใหญ่บ้านระเวียง ว่านำชาวบ้านมาขุดบริเวณที่ร่างทรงชี้จุด ที่คาดว่าจะมีพระพุทธรูปฝังอยู่ใต้ดิน ขึ้นมา จากนั้นก็ได้เรียกชาวบ้านประมาณ ร้อยกว่าคนพากันทำพิธีบวงสรวงเสร็จแล้วก็ลงมือขุดโดยร่างทรงจะเป็นคนชี้บอกว่าอยู่จุดไหน

20170113001

บริเวณที่ชาวบ้านพากันขุด เป็นฐานที่ตั้งของศาลปู่ตาหลังเก่า มีแผ่นหินขนาดใหญ่ ทับพื้นที่ไว้ และอยู่ติดกับศาลปู่ตาหลังใหม่ของหมูบ้านระเวียง จุดที่ทำการขุดอยู่ใต้ฐานเก่าของศาลปู่ตาหลังเก่า ตรงนั้นจะมีต้นโพธิ์เก่าแก่ อายุนับร้อยปี แต่ ต้นโพธิ์ ตายแล้ว ชาวบ้านงัดแผ่นหินขึ้นมาและช่วยกันขุดดินลงไปไม่ลึกมากนัก ก็พบพระพุทธรูปหิน ปางนั่งสมาธิ อยู่ใต้ดิน หลังจากนั้นก็ได้พากันขุดรอบๆต้นโพธิ์ ห่างจากต้นโพธิ์ ราว 20 เมตร ก็ได้พบกับไห กับพญานาค  ใกล้กับศาลปู่ตาหลังหลังใหม่

20170113002

คุณลุงคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าลุงยังมายืนเคย ฉี่ ตรงนั้นเลยแต่ไม่เห็นว่าจะมีพระพุทธรูป พอร่างทรงมาชี้จุดให้ขุดหาพระพุทธรูป บริเวณนั้นลุงถึงกับขนลุกเลย ไม่เชื่อมากนักแต่ก็ไม่ลบหลู่

หลังจากที่ชาวบ้านขุดเอาพระพุทธรูป ขึ้นมาพร้อมด้วยไห และพญานาคแล้ว ก็ เอาขึ้นมาแล้วทำความสะอาด พร้อมทั้งก็กางเต้น นำพระพุทธรูป พร้อมด้วยพญานาค และไหโบราณ มาตั้งไว้บริเวณใกล้กับศาลปู่ตาหลังใหม่ ใกล้กับต้นโพธิ์เก่าแก่โบราณ ให้ประชาชนในหมู่บ้านและบ้านใกล้เคียง ได้กราบไหว้บูชา และเมื่อชาวบ้านห่างไกลออกไป ได้ข่าวต่างก็พากันหลั่งไหลมากราบไหว้และมาดูกันอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน และยังมีตู้รับบริจาคอีกด้วย ขณะที่พ่อค้า แม่ค้าลอตเตอรี่นำลอตเตอรี่มาขาย ก็ขายดี อย่างยิ่งเพราะชาวบ้านที่มากราบไหว้ต่างก็แสวงหาเลขเด็ดที่องค์พระพุทธรูป กับไห และพญานาค

2017011300320170113004

สำหรับพื้นที่ริมสระน้ำขนาดใหญ่ บ้านระเวียง มีต้นโพธิ์ อายุเก่าแก่นับร้อยปี มีถนนรอบสระน้ำ ชาวบ้านบอกว่า เมื่อหลายปีที่ผ่านมา คณะกรรมการหมู่บ้าน ได้งบประมาณมาเพื่อจะพัฒนาถนนรอบสระน้ำ ให้เป็นถนนหินคลุก จะเอารถเกรดมาปรับหน้าดิน แล้วเอาหินคลุกลง เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้สำหรับเดินทางไปทำนา ทำไร่สะดวกขึ้น แต่เมื่อรถเกรดมาทำงาน ใกล้กับต้นโพธิ์ รถเกรดก็สตาร์ทไม่ติด แต่พอนำรถเกรดออกไปจากต้นโพธิ์ รถเกรดก็สตาร์ทติด และทำงานได้ จึงเป็นความเชื่อของชาวบ้านว่า ต้นโพธิ์เก่าแก่ต้นนี้มีอาถรรพ์ ไม่มีใครกล้าตัดแม้ต้นโพธิ์แม้จะยืนต้นตายแล้วก็ตาม

สำหรับเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จมันก็เป็นความเชื่อของชาวบ้านของแต่ละคน ชาวบ้านบางคนก็ว่าไม่ค่อยเชื่อแต่ก็ไม่ลบหลู่ พอมีของแปลกๆก็หนีไม่พ้นการขอโชคขอลาภ มีทั้งเลขลอตเตอรี่ไปขาย แม้กระทั่งคนขายลอตเตอรี่ยังจุดธูปขอโชคลาภด้วยเช่นกัน.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

โอละพ่อ!! คดีลักพาตัวสาวเขียงหมูพลิก ผู้กำกับฯเผย เป็นเหตุเข้าใจผิด..

 

11  ม.ค. 60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊ก “Siriwan Wongjan” โพสต์ข้อความผ่านเพจ “YouLike (คลิปเด็ด)” ตามหาหญิงสาวคนหนึ่ง โดยระบุว่า “รบกวนช่วยด้วยค่ะ เกิดเหตุชาย 2 คน สวมหมวกไอ้โม่งปิดหน้า ขับรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน 872 อักษรหน้ากับจังหวัดใช้ผ้าเทปดำปิดบังไว้ ได้ขับปาดหน้าบังคับฉุดกระชากลากตัวนางจิรภา ชื่อเล่น “ต่าย” อยู่ชาว ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ อาชีพขายหมูในตลาด ขึ้นรถหายตัวไปเมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. วันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา เหตุเกิดบริเวณซอยข้างวัดศาลาลอย อ.เมืองสุรินทร์ คาดว่าอาจถูกสะกดรอยตามมาจากตลาดไนท์บาซ่า ญาติได้ไปแจ้งความไว้แล้วที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์ พบเบาะแสโปรดแจ้งสามีผู้สูญหาย 061-0959-438 ตอนนี้ทุกคนเป็นห่วงมาก”

ขณะที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าญาติของนางจิรภา ได้แจ้งความคนหายไว้จริง ขณะเดียวกันตำรวจ ทหาร ได้ลงพื้นที่ติดตามหาตัวตั้งแต่ทราบว่านางจิรภา หายตัวไปจนถึงขณะนี้ยังไม่พบตัว ซึ่งในวันพรุ่งนี้ทางตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสุรินทร์จะประชุมเพื่อติดตามตัวต่อไป

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ ทราบว่า ขณะนี้ พ.ต.อ.ยศวัจน์ งามสง่า ผกก.สภ.เมืองสุรินทร์ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.พงศ์พิพัฒน์ เหิมฉลาด รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน เร่งทำการสืบสวนและติดตามไล่ล่าตัวคนร้าย จากการประมวลผลจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ และสอบสวนพยานบุคคลคือน้องสาว ที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปด้วย แต่ได้วิ่งหลบหนีได้ทัน และจากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มคนร้าย ทำให้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวคนร้ายแล้ว แต่เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมมาดำเนินคดี จึงยังไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้

จากการสอบสวนเชิงลึกพบว่าไม่ใช่การลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่แน่นอน เพราะกลุ่มคนร้ายไม่มีที่ท่าว่าจะโทรศัพท์มาติดต่อญาติ เพื่อให้นำเงินไปไถ่ตัวแต่อย่างใด คาดเป็นเรื่องการแก้แค้นส่วนตัวมากกว่า หรืออาจจะเป็นเรื่องชู้สาว ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นไหนทิ้ง ขณะที่แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้แจ้งว่า ไม่เกิน 2 วันนี้จะสามารถจับกุมตัวคนร้ายซึ่งมี 2 คน มาดำเนินคดีตามกฎหมายได้อย่างแน่นอน

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ม.ค.60 ช่วงค่ำ พ.ต.ท.พงษ์พิพัฒน์ เหิดฉลาด รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ สามารถควบคุมตัว 2 คนร้ายตามที่เป็นข่าวได้แล้ว รวมทั้งพบตัว นางจิรภา ห่อทรัพย์ ผู้ถูกลักพาตัว หลังถูก 2 ผู้ต้องสงสัยนำตัวไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านญาติของทั้ง 2 ผู้ต้องหา ในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานีแล้ว โดยไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ อยู่ระหว่างทำการสอบปากคำเบื้องต้น ก่อนจะนำตัวกลับมาสอบปากคำต่อที่ สภ.เมืองสุรินทร์ ในวันนี้ 11 ม.ค.60 เพื่อสอบปากคำถึงสาเหตุจูงใจที่ 2 คน ลักพาตัวครั้งนี้อีกครั้ง ทั้งนี้รายละเอียดในเชิงลึก ผกก.สภ.เมืองสุรินทร์ จะทำการแถลงข่าวถึงความชัดเจนของคดีนี้อีกครั้ง

20170111001

ล่าสุดวันนี้ (11 ม.ค.60) ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้ลงพื้นที่ไปยังตลาดน้อยรื่มรมย์  พบว่าร้าน”แรมโบ้หมูสด”ของผู้ถูกลักพาตัว ซึ่งมีอยู่ 2 แผงตรงข้ามกันกลางตลาด ถูกปิด มีเพียงโต๊ะและแผงขายของที่ว่างเปล่า โดยไม่ได้มีการเปิดร้านจำหน่ายอาหารเกี่ยวกับหมูมาแล้ว 3 วัน ตั้งแต่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ร้านดังกล่าวปกติจะขาย เนื้อหมู หมูหมัก กุนเชียง แค๊ปหมู ไส้กรอก แหนมกระดูกหมูอ่อน  แหนมหมู เครื่องในต้ม และน้ำมันหมู เป็นต้น ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าภายในตลาด ก็ไม่ทราบสาเหตุที่ถูกลักพาตัวและไม่ทราบถึงเรื่องส่วนตัวของผู้หายตัว เพราะต่างคนต่างก็ค้าขาย เจอหน้ากันเฉพาะเปิดตลาดเท่านั้น และได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านพักขอ เจ๊ต่าย หรือ นางจิรภา ห่อทรัพย์ ซึ่งตั้งอยู่ ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้เข้าพบเพื่อขอสอบถามข้อเท็จจริง สามีของ เจ๊ต่าย หรือ นางจิรภา ห่อทรัพย์ ได้ออกมาพบ ห้ามมิให้มีการถ่ายภาพทำข่าว และได้ขอร้องต่อ ผู้สื่อข่าวว่า ตนและครอบครัว เหนื่อยล้ากับการออกตามหา และขอให้จบเรื่องนี้สะที เพราะเป็นเรื่องภายในครอบครัว

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังซอยข้างวัดศาลาลอย  ถนนวิภัชอนุสรณ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ จุดเกิดเหตุลักพาตัว ก่อนจะพบกับเพื่อนของผู้หายตัว ทราบชื่อ คือ นางสาววิไลลักษณ์  จันทร์จวง อายุ 37 ปี กล่าวว่า ตนได้ทราบข่าวมาว่าเพื่อน หรือคุณต่าย ไปตลาดไนท์บาซ่า มาก่อนและขี่รถจักรยานยนต์กลับมากับน้องสาว ผ่านซอยเหล้าจ๋า เพื่อจะแวะมาที่บ้านเก่า ซึ่งเป็นบ้านแม่ของคุณต่าย ก่อนจะเข้ามาในซอยเกิดเหตุ ระหว่างนั้นมีรถยนต์เก๋ง ฮอนด้าแจ๊ส ขับปาดหน้า โดยมีผู้ชาย 2 คนใส่หมวกไอ้โม่ง ลงมาฉุดกระชากลากถูลงมาจากรถจักรยานยนต์และเอาตัวขึ้นรถแจ๊สไป  ส่วนน้องสาววิ่งหนีออกไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านแถวๆนี้ เหตุการณ์ลักษณะนี้ในพื้นที่ยังไม่เคยเห็นเกิดขึ้น  ก็รู้สึกน่ากลัว เราไม่รู้จุดประสงค์คนร้ายและต้นสายปลายเหตุว่าเป็นอย่างไร ก็ขอฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยเร่งติดตามจับตัวคนร้ายมาให้ได้ จะได้คลี่คลายคดี อย่างน้อยประชาชนจะได้รู้ว่าเหตุเป็นไปเป็นมาอย่างไร ผู้หายตัวปลอดภัยหรือไม่ มีเหตุอันใดถึงต้องปองร้ายกันขนาดนี้  เพราะทุกคนก็เป็นห่วง

20170111002

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้เข้าพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง คดีดังกล่าว ซึ่งทาง พ.ต.อ.ยศวัจน์ งามสง่า ผกก.สภ.เมืองสุรินทร์ ได้เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้เดิมเข้าใจว่า ว่าเป็นคดีลักพาตัว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310 วรรคแรก ผู้ใดกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือกระทำการใดๆให้ผู้อื่นเสื่อมเสียเสรีภาพ อัตราโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท ถ้าเป็นความผิดคดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่สอบสวนและดำเนินการ แต่ปรากฏว่าทางญาติๆของ ผู้ที่ถูกลักพาตัวได้พากันทางแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนติดตามจับกุมคนร้าย ในการสืบสวนเบื้องต้นเราก็เข้าใจว่า คนร้ายเป็นผู้ชายสองคน มาฉุด มาลักพาตัว ผู้หญิงคนนี้ตามที่เราเข้าใจกัน แต่ปรากฏว่า เมื่อติดตามไปจนปรากฏข้อเท็จจริง ปรากฏว่าเป็นความเข้าใจผิด ก็จะขอพุดเท่าที่ตำรวจจะให้ข้อมูลได้ หลังจากไปเจอตัวที่ จ.อุบลราชธานี ตำรวจตามไปพบผู้ชายทั้งสองคน รวมทั้งรถยนต์ที่ใช้ในวันเกิดเหตุ มีข้อมูลครบถ้วนทุกอย่าง แต่เรื่องนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัวด้วย ผู้เสียหายที่เราเข้าใจว่า ถูกลักพาตัว มาให้ข้อมูลปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุรินทร์ทั้งหมดแล้ว และครั้งแรกที่เจอ เจ๊ต่าย ได้อ้างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามว่า เป็นความเข้าใจผิดของบรรดาญาติๆ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการลักพาตัว อาจจะเป็นความไม่สบายใจที่จะอยู่ที่บ้าน ก็เลยให้ผู้อื่นมารับไปพักผ่อนหรือไปสงบสติอารมณ์ก็ตาม เพราะตรงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวและเรื่องภายในครอบครัว สรุปก็คือ ไม่มีความผิดคดีอาญาเกิดขึ้น ส่วนผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนเมื่อสอบปากคำเรียบร้อย หลังเชิญตัวมาสอบปากคำเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงรายละเอียด ผู้เสียยืนยันว่าไม่มีความผิดคดีอาญาเกิดขึ้น และผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับใครใด ๆ ทั้งสิ้น.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

 

ชาวนาสุรินทร์แห่เก็บดอกสะเดาขาย หลังเก็บเกี่ยว สร้างรายได้งาม

10 ม.ค.59 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้ตามท้องทุ่งนา อ.สนม จ.สุรินทร์ หลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ และเข้าสู่หน้าหนาว ตามท้องทุ่งนาและป่าทำเลสาธารณะทั่วไป ก็จะมีต้นสะเดากำลังออกดอกแต่หาเก็บไม่ได้ง่าย ๆ เหมือนแต่ก่อน เพราะสะเดาบางต้นแม้เกิดเองตามทุ่งนาที่มีเจ้าของนา เจ้าของเขาก็หวง ชาวบ้านที่หาเก็บดอกสะเดา ต้องลงทุนเดินลัดเลาะตามทุ่งนาหาต้นสะเดาที่เขาไม่หวงกัน ดอกสะเดาที่จะเก็บก็ต้องลงทุนปีนขึ้นแล้วใช้ไม้สอยเอา ไหนจะเสี่ยงความสูงและฝูงมดแดงอีกกว่าจะได้ดอกสะเดาก็ลำบากไม่ใช่น้อย

20170110004

อย่างคุณป้าสังวาลย์ โพธิ์วัง อายุ 57 ปี ชาวบ้านหนองหลัก ต.หัวงัว อ.สนม จ.สุรินทร์ พร้อมกับเพื่อนบ้านคุณตานาก ดอกคำ อายุ 67 ปี เป็นคนบ้านเดียวกัน ได้ออกหาเก็บดอกสะเดาที่กำลังแตกดอกอ่อน ยังไม่บาน เพื่อนำไปขาย หลังจากที่เก็บได้พอแล้วก็มาคัดแยกใบแก่ๆ ส่วนที่ไม่ต้องการออก จากนั้นก็จะทำเป็นมัดแล้วตัดแต่งให้เรียบร้อยสวยงาม ส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่เดินทางมารับซื้อในหมู่บ้านเพื่อนำส่งต่อไปขายที่ ตลาดไท โดยมีพ่อค้าแม่ค้ามารอรับซื้อจากชาวบ้านถึงที่

20170110002

20170110003

นายเจริญ สายวิเศษ อายุ 49 ปี พร้อมด้วยภรรยา นางนิภาพร สายวิเศษ อายุ 48 ปี ชาว ต.หัวงัว อ.สนม จ.สุรินทร์ บอกว่าวันๆ หนึ่ง จะมีชาวบ้านเก็บดอกสะเดาได้ แล้วเอามาขายให้ตนเอง ไม่ต่ำกว่า 3,000 มัด หรือ 3,000 กำมือ แล้วจะส่งต่อไปขาย อีกทอดหนึ่ง เราชื้อมา ในราคา กำละ 3 บาท ก็จะขาย ต่อ กำละ 4 บาท ได้กำไร กำละ 1 บาท หลังจากรับซื้อแล้ว ก็จะแพ็คใส่ถุงปุ๋ย ถุงละ 70 มัด แต่ละถุงจะต้องใส่น้ำแข็งด้วยจากนั้นก็เอาน้ำเทรดลงไปเพื่อจะไม่ให้ดอก สะเดา เหี่ยวเฉาจะทำให้สดตลอดเวลา หลังจากนั้นก็เย็บปากถุงแล้วขนลำเลียงขึ้นรถปิกอัพ ส่งให้กับพ่อค้าอีกต่อหนึ่งแล้วส่งต่อไปยังตลาดไท จังหวัดปทุมธานี แล้วกระจายขายไปทั่วประเทศต่อไป.

ภาพ – ข่าว / สุพรรณ ศรชัย – ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

 

คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน มอบเงินสดกว่า 30,000 บาท และสิ่งของบรรเทาทุกข์ ให้คุณยายใบ เหตุไฟไหม้บ้าน

คาราวานน้ำใจสายบุญ “ คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน” มอบเงินสดกว่า 30,000 บาท และสิ่งของบรรเทาทุกข์ ให้กับคุณยายใบ วงศ์สนทรและครอบครัว เนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านวอด

 

3

วันที่ 8 ม.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ นำโดยนายธิณปกาญ วิจันทมุข ประธานชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ และสมาชิกชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ พร้อมด้วย เชฟโรเลต สุรินทร์ ได้นำคาราวานน้ำใจสายบุญ “ คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน” กว่า 20 คน เดินทางด้วยรถยนต์กะบะกว่า 20 คัน มอบเงินสด และข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เพื่อให้การช่วยเหลือเบื้องต้นกับ คุณยายทองใบ วงศ์สุนทร อายุ 59 ชาวบ้านโต๊ะ ต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ หลังเพลิงไม้วอดบ้านทั้งหลัง

คุณยายทองใบ วงศ์สุนทร อายุ 59 ชาวบ้านโต๊ะ ต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์กล่าวว่า ขออวยพรให้ทุกๆคน ร่ำๆรวยๆ ทุกๆคน คุณยายรู้สึกเสียใจที่บ้านของตนไฟไหม้ และรู้สึกดีใจมากๆที่ทุกคนมาช่วยในครั้งนี้

 

 

5

นายธิณปกาญ วิจันทมุข ประธานที่ปรึกษาชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ กล่าวว่า เป็นกิจกรรมทางสังคมและการกุศล ทางชมรม สุรินทร์มิตรติ้งคาร์ ของเราที่ได้จัดมากตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชมรมมาก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคม แล้วแต่วาระโอกาส ตามมติของที่ประชุมของชมรมฯ ว่าจะไปงานไหน หรือใครที่ได้รับความเดือดร้อน ที่มากกว่าหรือสำคัญกว่าเราก็จะจัดการให้ก่อน ก็ช่วยได้เท่าที่เราพอจะช่วยได้ เท่าจำนวนเงินบริจาคในครั้งนี้ 35,110 บาท พร้องข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

 

%e0%b9%85-1
ด้านธีรยุทธ รังคกูลนุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ เอส ออโตเพลส จำกัด ผู้แทนจำหน่าย รถยนต์ เชฟโรเลต สุรินทร์ กล่าวว่า ทางเชฟโรเลต สุรินทร์ ขอขอบคุณ ทางชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ที่จัดกิจกรรมคาราวานน้ำใจสายบุญ “ คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน” นับว่าเป็นโครงการที่ดีมากตนมาเห็นสภาพที่บ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้ การรวมด้วยช่วยกันในครั้งนี้ ถึงจะเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ แต่เป็นคุณค่ามหาศาลสำหรับผู้ที่กำลังเดือนร้อน ต้องขอขอบคุณที่มอบโครงการดีๆแบบนี้ พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และคืนกำไรให้กับสังคมเสมอ

สุดสลด!! ม้าเหล็กขยี้กระบะ อีกแล้ว ด.ญ.วัย 9 ขวบดับคาที่ 1 ราย สาหัส 3 ขณะพ่อรับกลับจากโรงเรียน

6 ม.ค. 60 – เมื่อเวลา 12.20 น. ร.ต.อ.สวาท รุ่งสันเทียะ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองที อ.เมืองสุรินทร์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดี ว่าเกิดเหตุ รถไฟชนกับรถยนต์กระบะ บริเวณทางกั้นทางข้ามรถไฟ ห่างจากสถานีรถไฟเมืองที ประมาณ 200 เมตร และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสติดภายในรถ ขอให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบและช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย

25600106004

หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมหน่วยกู้ภัยสุรินทร์ ได้รุดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบรถไฟเร็วขบวน ที่ 146 อุบลราชธานี – กรุงเทพฯ ซึ่งออกจากจังหวัดอุบลราชธานี มุ่งหน้า สู่ กรุงเทพมหานคร เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ผ่านมา ขณะกำลังจะถึงสถานีรถไฟเมืองที ช่วงจุดตัดทางข้ามทางรถไฟ ได้มีรถปิกอัพ อีซูชุ ดีแม็ก ทะเบียน 1 ฒฒ 7658 กรุงเทพมหานคร มีนายสุรพันธุ์ นวลแย้ม อายุ 34 ปี ชาวบ้านเลขที่ 124/1 หมู่ที่ 7 ต.เมืองที อ.เมือง จ.สุรินทร์ เป็นคนขับ ได้ขับรถข้ามทางรถไฟ ขณะที่รถไฟขบวนดังกล่าวกำลังจะวิ่งเข้าเทียบท่าชานชาลา สถานีรถไฟโดยไม่ทันสังเกตุ ทำให้รถไฟพุงชนรถกระบะอย่างแรง และลากเอาซากรถไปไกลถึง 300 เมตร ก่อนเข้าสถานี

25600106006

ทำให้ผู้โดยสารที่มาในรถกระบะ 4 คน ประกอบด้วยนายสุรพันธ์ นวลแย้ม อายุ 34 ปี คนขับเป็นพ่อ และลูกสาว 2 คน หลานสาวอีก 1 คน ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนเมืองทีได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตคาที่หนึ่งราย ทราบชื่อ น้องเนย หรือ ด.ญ.วันวิสา นวลแย้ม อายุ 9 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเมืองที เป็นลูกสาวของนายสุรพันธ์ ส่วนนายสุรพันธ์พร้อมลูกสาวและหลานสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส ประกอบด้วยน้องนุ่มหรือ ด.ญ.ณัฐนันท์ นวลแย้ม เรียนอยู่ชั้น ป. 2 (ลูกสาว) ,ด.ญ ศิริวรรณ สิงหเวหน (หลานสาว) อาสากู้ชีพและกู้ภัยได้ช่วยชีวิต และนำตัวส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์เร่งด่วน

25600106001

นายวันเพ็ญ แสนดี ผู้โดยสารรถไฟเร็วขบวน ที่ 146 อุบลราชธานี –กรุงเทพฯ ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า รถไฟพุงชนรถปิกอัพอย่างแรง ตั้งแต่แผงกั้นข้ามทางรถไฟ ด้านทิศตะวันออกสถานีรถไฟเมืองที วันนี้ไม่มีคนกั้นทางรถไฟ รถไฟพุงชนเต็มๆกลางลำรถปิกอัพ ตามหลักต้องมีแผงกั้น ทำแล้วแต่ยังไม่เสร็จ และลากเอาซากรถปิกอัพไปไกลถึง 200-300 เมตร ก่อนเข้าสถานี ตอนชนกันเสียงดังสนั่น พร้อมกลิ่นเหม็นไหม้ ลากยาวมาตามรางรถไฟ

นางนาง นิลสุข ชาวบ้าน ข้างๆสถานีรถไฟเมืองที  กล่าวว่า พ่อเขามาจากบ้านเพื่อมารับลูกสาว 2 คน และหลานอีก 1 คน ที่โรงเรียนบ้านเมืองที ที่อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟเมืองทีพอดีวันนี้โรงเรียนเลิกครึ่งวัน ขณะขับรถยนต์กำลังจะข้ามทางรถไฟ  พอดีนายสถานีรถไฟเมืองที ได้โบกธงแดง และเตือนแล้วว่า อย่าเพิ่มข้ามมา คนขับปิกอัพก็ผงกหัวแล้ว จนกลายเป็นเหตุโศกนาฏกรรม ทำให้ลูกสาววัย 9 ขวบเสียชีวิตคาที ส่วนคนขับปิกอัพ ลูกสาว และหลานสาวอีกคน บาดเจ็บสาหัส หน่วยกู้ภัยสุรินทร์เร่งนำส่งโรงพยาบาลสุรินทร์

25600106005

เบื้องต้นคาดว่านายสุรพันธ์ คงไม่ทันสังเกตเจ้าหน้าที่ที่ให้สัญญาณ และไม่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟ จนเกิดอุบัติเหตุเศร้าสลดขึ้น ขณะที่ทางกั้นรถไฟกำลังอยู่ในช่วงระหว่างก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ และใช้งานยังไม่ได้  ส่วนขบวนรถไฟไม่ได้รับความเสียหาย ผู้โดยสารทุกคนปลอดภัย แต่ขบวนรถต้องหยุดวิ่ง เพื่อเคลียร์รถปิคอัพออกนอกเส้นทางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเดินรถต่อไปได้.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

ลุงซานตาครอสใจดี มอบทุนการศึกษา ให้กับ บุตรสาว นายสรวิช ขุมทอง นักจัดรายการวิทยุ-สื่อมวลชน และ แอดมิน ผู้ก่อตั้งเพจ”สุรินทร์วันนี้” ที่กำลัง ป่วยหนัก

ลุงซานตาครอสใจดี… มอบทุนการศึกษานักเรียนแพทย์ 180,000 บาทให้กับ นส.วริษฐา-นส.ณัฏฐา ขุมทอง บุตรสาว นายสรวิช ขุมทอง นักจัดรายการวิทยุ-สื่อมวลชน และ แอดมินผู้ก่อตั้งเพจ”สุรินทร์วันนี้” สื่อน้ำดีที่กำลัง ป่วยหนัก ไตวายระยะสุดท้าย และอีกหลายโรครุมเร้า หมดเงินรักษาตัว!!ครอบครัวไร้ทิศทาง ลูกสาว 2 คน กำลังเรียน แพทย์ปี 4 และทันตแพทย์ ปี 2 ยังมองไม่เห็นอนาคต

เมื่อ วันที่ 22 ธ.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุนทร จันทรรังสี ประธานสภาวิชาชีพนักนักสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ,กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พร้อมด้วย นายพิษณุ ธีระกนก บรรณาธิการหนังสือพิมพ์คนอีสาน “โคราชเดลี่” และมูลนิธิอักษรารังสี ได้เดินทางมาที่ บ้านเลขที่ 107/26 ม.22 ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายสรวิช ขุมทอง หรือ ดาวเทียม ขุมทอง คนผลิตสื่อคุณภาพ ครบวงจร ในนาม อีซีเครีเอชั่น นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และผู้สื่อข่าว สำนักข่าวทีนิวส์ ประจำ จ.สุรินทร์ บรรณาธิการเวปไซด์ข่าว สุรินทร์โพสต์ และแอดมิน ก่อตั้ง เพจ “สุรินทร์วันนี้” เปรียบเสมือน ซานตาครอส คุณลุงใจดีแห่ง วันคริสต์มาส มาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

เพื่อให้การช่วยเหลือเพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อมวลชนด้วยกัน แม้ไม่เคยรู้จักและพบหน้าตากันมาก่อนก็ตาม ทั้งนี้หลังจาก นายสรวิช ขุมทอง ได้เกิดล้มศีรษะฟาดพื้น ภายในห้องนอน ต้องเข้ารักษาภายในห้อง ICU กว่าหนึ่งเดือนที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และปัจจุบันได้กับมาฟักฟื้น รักษาตัวอยู่ที่บ้านพัก ซึ่งขณะนี้ทางครอบครัว กำลังได้รับความลำบาก เนื่องจากเสาหลักของครอบครัว คือ นายสรวิช ขุมทอง มีอาการเจ็บป่วยหลายโรครุมเร้า ทั้ง หลอดเลือดใหญ่ในเส้นสมองตีบ เบาหวาน ไตวายระยะสุดท้าย อัมพฤตครึ่งตัว และพูดไม่ชัด ทำงานไม่ได้มานานกว่า 6 เดือนแล้ว และไม่มีเงินส่งเสียลูกสาว 2 คนคือ นางสาววริษฐา ขุมทอง (น้องฟ้า) เรียนคณะแพทย์ ปี 4 มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะนี้กำลังฝึกงานที่โรงพยาบาลมหาราช จ.นครราชสีมา และนางสาวณัฏฐา ขุมทอง (น้องพลอย) เรียนคณะ ทันตแพทย์ ปี 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์ ยังมองไม่เห็นอนาคต

 

4
ซึ่ง ในวันที่ 22 ธ.ค.59 นายสุนทร จันทรรังสี ประธานสภาวิชาชีพนักนักหนังสือสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ,กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พร้อมด้วย นายพิษณุ ธีระกนก บรรณาธิการหนังสือพิมพ์คนอีสาน “โคราชเดลี่” และมูลนิธิอักษรารังสี ได้มอบทุนการศึกษานักเรียนแพทย์ 180,000 บาทให้กับ นส.วริษฐา-นส.ณัฏฐา ขุมทอง บุตรสาว นายสรวิช ขุมทอง โดยจะเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร เดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 ปีเต็ม พร้อมรับปากช่วยเหลือด้วยการติดต่อขอทุนการศึกษาจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ใจบุญ จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาทั้ง 2 คน เพื่อเป็นแพทย์ และทันตแพทย์ รับใช้สังคม ประเทศชาติต่อไป

นายสรวิช ขุมทอง หรือ ดาวเทียม ขุมทอง กล่าวว่า ทุกวันนี้ตนเป็นห่วงแต่ลูกสาว 2 คน ที่กำลัง เรียน ปี 4 คณะแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคนสุดท้อง กำลังเรียน ปี 2 คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วอนผู้ใจบุญหรือผู้ใหญ่ใจดีช่วยรับอุปการะ มอบทุนการศึกษาให้ลูกสาวทั้ง 2 คนด้วย

นางสาววริษฐา ขุมทอง (น้องฟ้า) นักศึกษา คณะแพทย์ ปี 4 มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ต้องขอบพระคุณมากๆที่ทางมูลนิธิมูลนิธิอักษรารังสี และท่าน สุนทร จันทรรังสี ประธานสภาวิชาชีพนักนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ,กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ,คุณพิษณุ ธีระกนก บรรณาธิการหนังสือพิมพ์คนอีสาน “โคราชเดลี่” การได้รับโอกาสที่ดีในวันนี้ ทำให้ตนและน้องสาว จะได้มีโอกาสเรียนจบเป็นแพทย์ในอนาคต และจะได้กลับมาช่วยเหลือคนต่อไป ยินดีมากๆที่ได้รับโอกาสแบบนี้และจะตั้งใจเรียน

ด้าน นายสุนทร จันทรรังสี ประธานสภาวิชาชีพนักนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ,กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าเราไม่เคยรู้จักหน้า และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อได้ทราบข่าวทางสภาวิชาชีพนักนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ซึ่งมีกรรมอยู่ทั่ว 4 ภาค ในประเทศไทย ได้ประชุมและพิจารณาลงความเห็นว่า ทางสภาวิชาชีพนักนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ ต้องอนุมัติเงินเพื่อช่วยเหลือ จึงนำเรื่องเสนอต่อมูลนิธิอักษรารังสี โดยตั้งขอทุนสนับสนุน เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งจะโอนเข้าบัญชีธนาคารทุกๆวันที่ 5 ของเดือน เป็นเวลา 36 เดือนเป็นเงิน 180,000 บาท ซึ่งได้รับการอนุมัติจากมูลนิธิอักษรารังสี เรียบร้อยแล้ว ตนเชื่อว่าจะมีผู้มีจิตอันเป็นกุศลทั้งหลายคงจะหนุนเนื่องกันมา เพื่อแพทย์ในอนาคตทั้ง 2 คนของเรานี้ มีจิตใจที่จะต่อสู้เพื่อประชาชนต่อไป

สำหรับผู้ที่มีจิตศรัทธาช่วยเหลือครอบครัว นายสรวิช ขุมทอง และประสงค์ มอบทุนการศึกษาสามารถบริจาคมาได้ที่ บัญชี นายสรวิช ขุมทอง ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาสุรินทร์ เลขที่ 5592291117 หรือ ที่หมายเลข โทรศัพท์ 081-9553661

อดีตคนแบกไม้ไผ่ ที่ จ.สุรินทร์ หันผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายออนไลน์ สร้างรายได้ เดือนละสองแสนบาท

สุดไฮเทค …อดีตคนแบกไม้ไผ่ หันผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายออนไลน์ สร้างรายได้ให้ครอบครัว โกยเงินเป็นกอบเป็นกำกว่าเดือนละสองแสนบาท

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประถม สินสิทธิ์ อายุ 45 ปี ชาวบ้านอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เจ้าของร้าน เพชรระไซร์ทอง (ระไซร์ ภาษาเขมรพื้นถิ่นสุรินทร์ แปลว่า ไม้ไผ่) ทำเป็นเพิงมุงหญ้าคาขึ้นที่หน้าบ้านพักริมถนน จำหน่ายไม่ไผ่ ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายตามใบสั่ง ออนไลน์ผ่านโซเซียล มีเดีย เฟสบุ๊ค – แอปพลิเคชั่นลาย และวางขายให้ผู้ที่เดินทางผ่านไป-มา บนถนนสาย เลี่ยงเมืองสุรินทร์- ปราสาท หมู่บ้านพันธุ์ลี ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จนผลิตไม่ทัน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว กว่าเดือนละ 200,000 บาท

 

img_0702

จากคนที่เคยแบกเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ออกเร่ขายตามบ้านเรือนต่างๆ ในพื้นที่ กรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อ 18 ปีที่ผ่านมา ได้เรียนรู้การทำ การผลิต เฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ควบคู่ไปด้วย จนมีความเข้าใจดี สามารถทำเองได้ และได้นำเอาความรู้ที่ได้รับมาทำที่บ้านเกิด และถ่ายทอดวิชาความรู้สู่คนรุ่นใหม่ไปแล้วหลายรุ่น กระทั่งทุกวันนี้ยังคงมีผู้คนเดินทางเข้าไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

นายประถม สินสิทธิ์ เจ้าของร้าน เพชรระไซร์ทอง กล่าวว่า ลงทุนซื้อเฉพาะเครื่องมือชิ้นหนึ่งร้อยกว่าบาท รวมๆพันกว่าบ้าน สามารถสร้างรายได้สูงสุดถึงเดือนละกว่า 200,000 บาท ที่ร้านจะมีเฟอร์นิเจอร์ทุกแบบตามสั่งทุกชนิด สินค้าที่ขายดีที่สุดจะเป็นพวกแคร่ ซุ่ม และแบบบ้านน็อกดาวน์คล้ายรีสอร์ท ตนไปเรียนรู้วิธีการทำจากคนแก่ คนเฒ่า มาก่อน หัดทำตามมาเรื่อยๆ และแกะออกแบบเองด้วย ตนทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายมากว่า 18 ปี ราคาสินค้าเริ่มต้นตั้งแต่ 350 ไปจนถึงหลักหมื่น หรือ หลักแสนก็มี

 

img_0742

 

อย่างรีสอร์ทหลักเล็กๆราคา 45,000 บาท ไม้ไผ่สั่งมาจากจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร ส่วนคนงานก็จะเป็นคนในครอบครัว ประกอบด้วย ตนเอง ภรรยา ลูกสาวและลูกชาย ช่วยกันทำงานทั้งครอบครัว ทุกอย่างทำเองหมด แคร่ขายหลังละ 350-550 บาท เคาวเตอร์ตัวละ 1,500 บาท แคร่เตียงนอนหลังละ 1,500 บาท ซุ่งศาลาหญ้าคา ขนาดใหญ่หลังละ 12,000 บาท ส่วนหลังเล็ก ราคาหลักละ 6,500 บาท ซุ่มวางอาหาร ราคา 3,500 บาท ส่วนบันไดไม้ไผ่ ราคา 500 บาท ส่วนคนที่สนใจก็สามารถดูสินค้า และสั่งซื้อได้ทางเฟสบ๊ค ชื่อ เพชร ระไซร์ ทอง หรือLINE ID: เพชรระไซด์ทอง หรือที่โทรศัพท์หมายเลข 080-1536314 , 061-1525954 บริการส่งในพื้นที่ จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และจังหวัดร้อยเอ็ดบางส่วน แต่ก่อนแบกไม้ไผ่ขายในกรุงเทพฯหันมาทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายเองรายได้ดี ตนไม่เคยเป็นรู้จ้างใคร อดีตซื้อไม้ไผ่มาดัดแปลงทำเป็นราวตาผ้า แบกเร่ขาย ทุกวันนี้มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าเก่าเยอะ

ชาวบ้าน ออกหาเศษเงินบูชา และเก็บเทียน หลังคืนวันลอยกระทง ใน จ.สุรินทร์

ชาวบ้านแห่ออกหาเศษเงินบูชา และเก็บเทียน ในกระทงที่ประชาชนทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับและบูชาแม่พระคงคา
เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และวัดต่างๆ ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ทั้ง 17 อำเภอ ได้จัดงานสืบสานประเพณีลอยกระทงเพื่อเป็นการบูชาพระแม่คงคาตามประเพณี เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามทุกปี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยแต่ละปีที่ผ่านมาจะจัดให้กิจกรรมงานรื่นเริง มีการประกวดนางนพมาศและมีมหรสพตลอดงาน แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศต่างโศกเศร้าเสียใจกับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมเป็นการจัดกิจกรรมแสดงความอาลัยแด่พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 แทน ทำให้ปีนี้ พบว่าปริมาณ มีจำนวนกระทงน้อยลง และยังพบว่า กระทงส่วนใหญ่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งสามารถย่อยสลายไปเองได้มากกว่า

โดยเฉพาะคลองน้ำสาธารณะในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ บริเวณสระน้ำวัดจุมพลสุทธาวาส และสวนรัก ที่มีการจัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทงแบบย้อนยุค พบว่ามีขยะกระทงจำนวนมหาศาลลอยเป็นแพเกลื่อนเต็มพื้นน้ำเป็นบริเวณกว้าง รอเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองสุรินทร์มาจัดเก็บขนออกไปกำจัด และระดมทำความสะอาดบริเวณสถานที่จัดงานเพื่อให้เข้าสู่สภาพเดิมโดยเร็ว ขณะที่ชาวบ้านได้พากันมาหาเก็บเศษเงินที่ประชาชนนักท่องเที่ยวนำบรรจุไว้ในกระทงเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและผู้ล่วงลับ รวมทั้งเพื่อบูชาแม่พระคงคาตามความเชื่อมาแต่โบราณ

 

img_0051

นายดาวเสด็จ สุวรรณทา อายุ 59 ปี ชาว อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ตนมาหาเทียนจากกระทงเพื่อนำไปขาย และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ปีนี้รู้สึกว่ากระทงมีน้อยมาก โดยปกติที่ทำมาเกือบๆ 20 ปี กระทงจะลอยเกลื่อนเต็มคลอง ปีนี้คนลอยกระทงน้อยลง ทำให้ตนเก็บเทียนได้นิดเดียว ต่างจากปีที่แล้วที่เก็บได้มากถึง 3 กระสอบปุ๋ย หากนำไปส่งขายให้ร้านจะได้ราคาเท่าเหล็กคือกิโลกรัม ละ 8 บาท หากเอาไปหลอมเป็นเทียนเล่มใหม่ขายก็ได้ราคาตามขนาด

จากการหาเทียนในกระทงไม่แน่นอน แล้วแต่ราคาขึ้นลงของเทียนในท้องตลาด จุดประสงค์หลักคือมาหาเทียน และหาเงินในกระทง ชาวบ้านหลายคนมาหาก็ได้กันไปหลายพันบาท ส่วนตนวันนี้โชคดีได้หลายร้อบบาท เก็บได้ธนบัตรใบละ 100 บาท 50 บาท และส่วนมากจะเป็นธนบัตรใบละ 20 บาท เหรียญบาท เหรียญ 5 และเหรียญ 10 บาทแล้วแต่ความโชคดีของชาวบ้านออกหาเศษเงินบูชาจากกระทง