อนาถใจ!! เฒ่าเมืองช้างเคลียปัญหารักไม่ลงตัว ตัดสินใจผูกคอลาโลก

20 ม.ค.60 เวลา 15.30 น. ร.ต.อ.เสฏฐวุฒิ นิลจันทร์ ร้องเวรฯ สภ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้รับแจ้งว่ามีคนผูกคอตายที่บ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 14 ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ จึงพร้อมด้วยกู้ภับฮุก 31 จุดรัตนบุรี รุดไปยังที่เกิดเหตุ พบศพผู้เสียชีวิตผูกคอในลักษณะยืนอยู่ภายในห้องน้ำหลังบ้านในที่เกิดเหตุ โดยใช้ผ้าขาวม้าผูกกับขื่อ ข้างๆ ศพมีถังน้ำปล่าววางอยู่ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือหลักฐานอื่น คาดว่าผู้เสียชีวิตคงจะใช้ยืนผูกคอ ทราบชื่อภายหลังคือนายบุญทัน มากมี อายุ 59 ปี เจ้าของบ้าน คาดว่าเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง

20170120001

จากการสอบถาม นางสมฤดี มากมี อายุ 50 ปี น้องสาวผู้ตายและเป็นผู้พบศพคนแรก ทราบว่าก่อนที่จะมาพบศพนายบุญทัน(พี่ชาย) ตนกลับจากทำธุระนอกบ้าน แต่ก็ไม่พบพี่ชายอยู่ในบ้าน ตนสังเกตุเห็นว่าห้องน้ำปิดอยู่ จึงคิดว่าพี่ชายคงจะเข้าห้องน้ำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานผิดปกติ ตนจึงไปเคาะประตูห้องน้ำเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานผิดสังเกตุ จึงได้ไปตามพี่ชายอีกคนซึ่งอยู่บ้านอีกหลังติดกัน ซึ่งเป็นน้องผู้ตายมาช่วยกันพังประตูห้องน้ำเข้าไป จึงได้พบว่านายบุญทัน(พี่ชาย)ผูกคอเสียชีวิตไปนานแล้ว

โดยนางสมฤดี มากมี น้องสาวผู้ตายได้เผยถึงสาเหตุการตายว่า นายบุญทัน(พี่ชาย)ของตนคงจะเครียดจากปัญหาที่ไปขึ้นบ้านสาวข้างบ้านเมื่อคืน จนสาวโวยวายจะเอาเรื่อง จึงได้มีการตกลงที่จะนัดเจรจากันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านในเย็นวันนี้ แต่พี่ชายตนคงจะอายและเครียด จึงได้ชิงผูกคอตายก่อน โดยพี่ชายตนเป็นคนโสดไม่มีลูกเมีย ส่วนสาเหตุอย่างอื่นที่จะทำให้คิดสั้นจนต้องผูกคอตายคงไม่มี.

ภาพ – ข่าว / ชูชัย  ดำรงสันติสุข

ฮือฮา!! ขุดพบพระพุทธรูป-ไหโบราณฝังใต้ดิน ชาวบ้านแห่ขอเลขเด็ด

12 ม.ค.60 – ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านระเวียง ต.ระแงง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ว่า ได้มีร่างทรางคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเดินทางมาจากไหน มาบอกเจ้าอาวาสวัดบ้านระเวียง ว่า ได้มีการนั่งทรงและมีวิญญาณของปู่ตา มาเข้าฝันว่า ที่บริเวณที่ตั้งศาลปู่ตา หลังเก่า ริมสระน้ำ ใกล้กับต้นโพธิ์ ถนนเลียบสระน้ำ ห่างจากหมู่บ้านระเวียงประมาณ 300 เมตร มีพระพุทธรูปฝังอยู่ใต้ดิน  จากนั้นเจ้าอาวาสวัด บ้านระเวียง ก็ได้ปรึกษากับ นายวิมล ดีถั่ว อายุ 42 ปี ผู้ใหญ่บ้านระเวียง ว่านำชาวบ้านมาขุดบริเวณที่ร่างทรงชี้จุด ที่คาดว่าจะมีพระพุทธรูปฝังอยู่ใต้ดิน ขึ้นมา จากนั้นก็ได้เรียกชาวบ้านประมาณ ร้อยกว่าคนพากันทำพิธีบวงสรวงเสร็จแล้วก็ลงมือขุดโดยร่างทรงจะเป็นคนชี้บอกว่าอยู่จุดไหน

20170113001

บริเวณที่ชาวบ้านพากันขุด เป็นฐานที่ตั้งของศาลปู่ตาหลังเก่า มีแผ่นหินขนาดใหญ่ ทับพื้นที่ไว้ และอยู่ติดกับศาลปู่ตาหลังใหม่ของหมูบ้านระเวียง จุดที่ทำการขุดอยู่ใต้ฐานเก่าของศาลปู่ตาหลังเก่า ตรงนั้นจะมีต้นโพธิ์เก่าแก่ อายุนับร้อยปี แต่ ต้นโพธิ์ ตายแล้ว ชาวบ้านงัดแผ่นหินขึ้นมาและช่วยกันขุดดินลงไปไม่ลึกมากนัก ก็พบพระพุทธรูปหิน ปางนั่งสมาธิ อยู่ใต้ดิน หลังจากนั้นก็ได้พากันขุดรอบๆต้นโพธิ์ ห่างจากต้นโพธิ์ ราว 20 เมตร ก็ได้พบกับไห กับพญานาค  ใกล้กับศาลปู่ตาหลังหลังใหม่

20170113002

คุณลุงคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าลุงยังมายืนเคย ฉี่ ตรงนั้นเลยแต่ไม่เห็นว่าจะมีพระพุทธรูป พอร่างทรงมาชี้จุดให้ขุดหาพระพุทธรูป บริเวณนั้นลุงถึงกับขนลุกเลย ไม่เชื่อมากนักแต่ก็ไม่ลบหลู่

หลังจากที่ชาวบ้านขุดเอาพระพุทธรูป ขึ้นมาพร้อมด้วยไห และพญานาคแล้ว ก็ เอาขึ้นมาแล้วทำความสะอาด พร้อมทั้งก็กางเต้น นำพระพุทธรูป พร้อมด้วยพญานาค และไหโบราณ มาตั้งไว้บริเวณใกล้กับศาลปู่ตาหลังใหม่ ใกล้กับต้นโพธิ์เก่าแก่โบราณ ให้ประชาชนในหมู่บ้านและบ้านใกล้เคียง ได้กราบไหว้บูชา และเมื่อชาวบ้านห่างไกลออกไป ได้ข่าวต่างก็พากันหลั่งไหลมากราบไหว้และมาดูกันอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน และยังมีตู้รับบริจาคอีกด้วย ขณะที่พ่อค้า แม่ค้าลอตเตอรี่นำลอตเตอรี่มาขาย ก็ขายดี อย่างยิ่งเพราะชาวบ้านที่มากราบไหว้ต่างก็แสวงหาเลขเด็ดที่องค์พระพุทธรูป กับไห และพญานาค

2017011300320170113004

สำหรับพื้นที่ริมสระน้ำขนาดใหญ่ บ้านระเวียง มีต้นโพธิ์ อายุเก่าแก่นับร้อยปี มีถนนรอบสระน้ำ ชาวบ้านบอกว่า เมื่อหลายปีที่ผ่านมา คณะกรรมการหมู่บ้าน ได้งบประมาณมาเพื่อจะพัฒนาถนนรอบสระน้ำ ให้เป็นถนนหินคลุก จะเอารถเกรดมาปรับหน้าดิน แล้วเอาหินคลุกลง เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้สำหรับเดินทางไปทำนา ทำไร่สะดวกขึ้น แต่เมื่อรถเกรดมาทำงาน ใกล้กับต้นโพธิ์ รถเกรดก็สตาร์ทไม่ติด แต่พอนำรถเกรดออกไปจากต้นโพธิ์ รถเกรดก็สตาร์ทติด และทำงานได้ จึงเป็นความเชื่อของชาวบ้านว่า ต้นโพธิ์เก่าแก่ต้นนี้มีอาถรรพ์ ไม่มีใครกล้าตัดแม้ต้นโพธิ์แม้จะยืนต้นตายแล้วก็ตาม

สำหรับเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จมันก็เป็นความเชื่อของชาวบ้านของแต่ละคน ชาวบ้านบางคนก็ว่าไม่ค่อยเชื่อแต่ก็ไม่ลบหลู่ พอมีของแปลกๆก็หนีไม่พ้นการขอโชคขอลาภ มีทั้งเลขลอตเตอรี่ไปขาย แม้กระทั่งคนขายลอตเตอรี่ยังจุดธูปขอโชคลาภด้วยเช่นกัน.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

โอละพ่อ!! คดีลักพาตัวสาวเขียงหมูพลิก ผู้กำกับฯเผย เป็นเหตุเข้าใจผิด..

 

11  ม.ค. 60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊ก “Siriwan Wongjan” โพสต์ข้อความผ่านเพจ “YouLike (คลิปเด็ด)” ตามหาหญิงสาวคนหนึ่ง โดยระบุว่า “รบกวนช่วยด้วยค่ะ เกิดเหตุชาย 2 คน สวมหมวกไอ้โม่งปิดหน้า ขับรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน 872 อักษรหน้ากับจังหวัดใช้ผ้าเทปดำปิดบังไว้ ได้ขับปาดหน้าบังคับฉุดกระชากลากตัวนางจิรภา ชื่อเล่น “ต่าย” อยู่ชาว ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ อาชีพขายหมูในตลาด ขึ้นรถหายตัวไปเมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. วันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา เหตุเกิดบริเวณซอยข้างวัดศาลาลอย อ.เมืองสุรินทร์ คาดว่าอาจถูกสะกดรอยตามมาจากตลาดไนท์บาซ่า ญาติได้ไปแจ้งความไว้แล้วที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์ พบเบาะแสโปรดแจ้งสามีผู้สูญหาย 061-0959-438 ตอนนี้ทุกคนเป็นห่วงมาก”

ขณะที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าญาติของนางจิรภา ได้แจ้งความคนหายไว้จริง ขณะเดียวกันตำรวจ ทหาร ได้ลงพื้นที่ติดตามหาตัวตั้งแต่ทราบว่านางจิรภา หายตัวไปจนถึงขณะนี้ยังไม่พบตัว ซึ่งในวันพรุ่งนี้ทางตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสุรินทร์จะประชุมเพื่อติดตามตัวต่อไป

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ ทราบว่า ขณะนี้ พ.ต.อ.ยศวัจน์ งามสง่า ผกก.สภ.เมืองสุรินทร์ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.พงศ์พิพัฒน์ เหิมฉลาด รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน เร่งทำการสืบสวนและติดตามไล่ล่าตัวคนร้าย จากการประมวลผลจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ และสอบสวนพยานบุคคลคือน้องสาว ที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปด้วย แต่ได้วิ่งหลบหนีได้ทัน และจากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มคนร้าย ทำให้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวคนร้ายแล้ว แต่เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมมาดำเนินคดี จึงยังไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้

จากการสอบสวนเชิงลึกพบว่าไม่ใช่การลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่แน่นอน เพราะกลุ่มคนร้ายไม่มีที่ท่าว่าจะโทรศัพท์มาติดต่อญาติ เพื่อให้นำเงินไปไถ่ตัวแต่อย่างใด คาดเป็นเรื่องการแก้แค้นส่วนตัวมากกว่า หรืออาจจะเป็นเรื่องชู้สาว ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นไหนทิ้ง ขณะที่แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้แจ้งว่า ไม่เกิน 2 วันนี้จะสามารถจับกุมตัวคนร้ายซึ่งมี 2 คน มาดำเนินคดีตามกฎหมายได้อย่างแน่นอน

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ม.ค.60 ช่วงค่ำ พ.ต.ท.พงษ์พิพัฒน์ เหิดฉลาด รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ สามารถควบคุมตัว 2 คนร้ายตามที่เป็นข่าวได้แล้ว รวมทั้งพบตัว นางจิรภา ห่อทรัพย์ ผู้ถูกลักพาตัว หลังถูก 2 ผู้ต้องสงสัยนำตัวไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านญาติของทั้ง 2 ผู้ต้องหา ในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานีแล้ว โดยไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ อยู่ระหว่างทำการสอบปากคำเบื้องต้น ก่อนจะนำตัวกลับมาสอบปากคำต่อที่ สภ.เมืองสุรินทร์ ในวันนี้ 11 ม.ค.60 เพื่อสอบปากคำถึงสาเหตุจูงใจที่ 2 คน ลักพาตัวครั้งนี้อีกครั้ง ทั้งนี้รายละเอียดในเชิงลึก ผกก.สภ.เมืองสุรินทร์ จะทำการแถลงข่าวถึงความชัดเจนของคดีนี้อีกครั้ง

20170111001

ล่าสุดวันนี้ (11 ม.ค.60) ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้ลงพื้นที่ไปยังตลาดน้อยรื่มรมย์  พบว่าร้าน”แรมโบ้หมูสด”ของผู้ถูกลักพาตัว ซึ่งมีอยู่ 2 แผงตรงข้ามกันกลางตลาด ถูกปิด มีเพียงโต๊ะและแผงขายของที่ว่างเปล่า โดยไม่ได้มีการเปิดร้านจำหน่ายอาหารเกี่ยวกับหมูมาแล้ว 3 วัน ตั้งแต่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ร้านดังกล่าวปกติจะขาย เนื้อหมู หมูหมัก กุนเชียง แค๊ปหมู ไส้กรอก แหนมกระดูกหมูอ่อน  แหนมหมู เครื่องในต้ม และน้ำมันหมู เป็นต้น ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าภายในตลาด ก็ไม่ทราบสาเหตุที่ถูกลักพาตัวและไม่ทราบถึงเรื่องส่วนตัวของผู้หายตัว เพราะต่างคนต่างก็ค้าขาย เจอหน้ากันเฉพาะเปิดตลาดเท่านั้น และได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านพักขอ เจ๊ต่าย หรือ นางจิรภา ห่อทรัพย์ ซึ่งตั้งอยู่ ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้เข้าพบเพื่อขอสอบถามข้อเท็จจริง สามีของ เจ๊ต่าย หรือ นางจิรภา ห่อทรัพย์ ได้ออกมาพบ ห้ามมิให้มีการถ่ายภาพทำข่าว และได้ขอร้องต่อ ผู้สื่อข่าวว่า ตนและครอบครัว เหนื่อยล้ากับการออกตามหา และขอให้จบเรื่องนี้สะที เพราะเป็นเรื่องภายในครอบครัว

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังซอยข้างวัดศาลาลอย  ถนนวิภัชอนุสรณ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ จุดเกิดเหตุลักพาตัว ก่อนจะพบกับเพื่อนของผู้หายตัว ทราบชื่อ คือ นางสาววิไลลักษณ์  จันทร์จวง อายุ 37 ปี กล่าวว่า ตนได้ทราบข่าวมาว่าเพื่อน หรือคุณต่าย ไปตลาดไนท์บาซ่า มาก่อนและขี่รถจักรยานยนต์กลับมากับน้องสาว ผ่านซอยเหล้าจ๋า เพื่อจะแวะมาที่บ้านเก่า ซึ่งเป็นบ้านแม่ของคุณต่าย ก่อนจะเข้ามาในซอยเกิดเหตุ ระหว่างนั้นมีรถยนต์เก๋ง ฮอนด้าแจ๊ส ขับปาดหน้า โดยมีผู้ชาย 2 คนใส่หมวกไอ้โม่ง ลงมาฉุดกระชากลากถูลงมาจากรถจักรยานยนต์และเอาตัวขึ้นรถแจ๊สไป  ส่วนน้องสาววิ่งหนีออกไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านแถวๆนี้ เหตุการณ์ลักษณะนี้ในพื้นที่ยังไม่เคยเห็นเกิดขึ้น  ก็รู้สึกน่ากลัว เราไม่รู้จุดประสงค์คนร้ายและต้นสายปลายเหตุว่าเป็นอย่างไร ก็ขอฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยเร่งติดตามจับตัวคนร้ายมาให้ได้ จะได้คลี่คลายคดี อย่างน้อยประชาชนจะได้รู้ว่าเหตุเป็นไปเป็นมาอย่างไร ผู้หายตัวปลอดภัยหรือไม่ มีเหตุอันใดถึงต้องปองร้ายกันขนาดนี้  เพราะทุกคนก็เป็นห่วง

20170111002

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้เข้าพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง คดีดังกล่าว ซึ่งทาง พ.ต.อ.ยศวัจน์ งามสง่า ผกก.สภ.เมืองสุรินทร์ ได้เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้เดิมเข้าใจว่า ว่าเป็นคดีลักพาตัว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310 วรรคแรก ผู้ใดกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือกระทำการใดๆให้ผู้อื่นเสื่อมเสียเสรีภาพ อัตราโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท ถ้าเป็นความผิดคดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่สอบสวนและดำเนินการ แต่ปรากฏว่าทางญาติๆของ ผู้ที่ถูกลักพาตัวได้พากันทางแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนติดตามจับกุมคนร้าย ในการสืบสวนเบื้องต้นเราก็เข้าใจว่า คนร้ายเป็นผู้ชายสองคน มาฉุด มาลักพาตัว ผู้หญิงคนนี้ตามที่เราเข้าใจกัน แต่ปรากฏว่า เมื่อติดตามไปจนปรากฏข้อเท็จจริง ปรากฏว่าเป็นความเข้าใจผิด ก็จะขอพุดเท่าที่ตำรวจจะให้ข้อมูลได้ หลังจากไปเจอตัวที่ จ.อุบลราชธานี ตำรวจตามไปพบผู้ชายทั้งสองคน รวมทั้งรถยนต์ที่ใช้ในวันเกิดเหตุ มีข้อมูลครบถ้วนทุกอย่าง แต่เรื่องนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัวด้วย ผู้เสียหายที่เราเข้าใจว่า ถูกลักพาตัว มาให้ข้อมูลปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุรินทร์ทั้งหมดแล้ว และครั้งแรกที่เจอ เจ๊ต่าย ได้อ้างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามว่า เป็นความเข้าใจผิดของบรรดาญาติๆ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการลักพาตัว อาจจะเป็นความไม่สบายใจที่จะอยู่ที่บ้าน ก็เลยให้ผู้อื่นมารับไปพักผ่อนหรือไปสงบสติอารมณ์ก็ตาม เพราะตรงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวและเรื่องภายในครอบครัว สรุปก็คือ ไม่มีความผิดคดีอาญาเกิดขึ้น ส่วนผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนเมื่อสอบปากคำเรียบร้อย หลังเชิญตัวมาสอบปากคำเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงรายละเอียด ผู้เสียยืนยันว่าไม่มีความผิดคดีอาญาเกิดขึ้น และผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับใครใด ๆ ทั้งสิ้น.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

 

คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน มอบเงินสดกว่า 30,000 บาท และสิ่งของบรรเทาทุกข์ ให้คุณยายใบ เหตุไฟไหม้บ้าน

คาราวานน้ำใจสายบุญ “ คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน” มอบเงินสดกว่า 30,000 บาท และสิ่งของบรรเทาทุกข์ ให้กับคุณยายใบ วงศ์สนทรและครอบครัว เนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านวอด

 

3

วันที่ 8 ม.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ นำโดยนายธิณปกาญ วิจันทมุข ประธานชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ และสมาชิกชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ พร้อมด้วย เชฟโรเลต สุรินทร์ ได้นำคาราวานน้ำใจสายบุญ “ คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน” กว่า 20 คน เดินทางด้วยรถยนต์กะบะกว่า 20 คัน มอบเงินสด และข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เพื่อให้การช่วยเหลือเบื้องต้นกับ คุณยายทองใบ วงศ์สุนทร อายุ 59 ชาวบ้านโต๊ะ ต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ หลังเพลิงไม้วอดบ้านทั้งหลัง

คุณยายทองใบ วงศ์สุนทร อายุ 59 ชาวบ้านโต๊ะ ต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์กล่าวว่า ขออวยพรให้ทุกๆคน ร่ำๆรวยๆ ทุกๆคน คุณยายรู้สึกเสียใจที่บ้านของตนไฟไหม้ และรู้สึกดีใจมากๆที่ทุกคนมาช่วยในครั้งนี้

 

 

5

นายธิณปกาญ วิจันทมุข ประธานที่ปรึกษาชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ กล่าวว่า เป็นกิจกรรมทางสังคมและการกุศล ทางชมรม สุรินทร์มิตรติ้งคาร์ ของเราที่ได้จัดมากตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชมรมมาก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคม แล้วแต่วาระโอกาส ตามมติของที่ประชุมของชมรมฯ ว่าจะไปงานไหน หรือใครที่ได้รับความเดือดร้อน ที่มากกว่าหรือสำคัญกว่าเราก็จะจัดการให้ก่อน ก็ช่วยได้เท่าที่เราพอจะช่วยได้ เท่าจำนวนเงินบริจาคในครั้งนี้ 35,110 บาท พร้องข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

 

%e0%b9%85-1
ด้านธีรยุทธ รังคกูลนุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ เอส ออโตเพลส จำกัด ผู้แทนจำหน่าย รถยนต์ เชฟโรเลต สุรินทร์ กล่าวว่า ทางเชฟโรเลต สุรินทร์ ขอขอบคุณ ทางชมรมสุรินทร์มิตรติ้งคาร์ที่จัดกิจกรรมคาราวานน้ำใจสายบุญ “ คนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน” นับว่าเป็นโครงการที่ดีมากตนมาเห็นสภาพที่บ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้ การรวมด้วยช่วยกันในครั้งนี้ ถึงจะเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ แต่เป็นคุณค่ามหาศาลสำหรับผู้ที่กำลังเดือนร้อน ต้องขอขอบคุณที่มอบโครงการดีๆแบบนี้ พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และคืนกำไรให้กับสังคมเสมอ

สุดสลด!! ม้าเหล็กขยี้กระบะ อีกแล้ว ด.ญ.วัย 9 ขวบดับคาที่ 1 ราย สาหัส 3 ขณะพ่อรับกลับจากโรงเรียน

6 ม.ค. 60 – เมื่อเวลา 12.20 น. ร.ต.อ.สวาท รุ่งสันเทียะ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองที อ.เมืองสุรินทร์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดี ว่าเกิดเหตุ รถไฟชนกับรถยนต์กระบะ บริเวณทางกั้นทางข้ามรถไฟ ห่างจากสถานีรถไฟเมืองที ประมาณ 200 เมตร และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสติดภายในรถ ขอให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบและช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย

25600106004

หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมหน่วยกู้ภัยสุรินทร์ ได้รุดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบรถไฟเร็วขบวน ที่ 146 อุบลราชธานี – กรุงเทพฯ ซึ่งออกจากจังหวัดอุบลราชธานี มุ่งหน้า สู่ กรุงเทพมหานคร เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ผ่านมา ขณะกำลังจะถึงสถานีรถไฟเมืองที ช่วงจุดตัดทางข้ามทางรถไฟ ได้มีรถปิกอัพ อีซูชุ ดีแม็ก ทะเบียน 1 ฒฒ 7658 กรุงเทพมหานคร มีนายสุรพันธุ์ นวลแย้ม อายุ 34 ปี ชาวบ้านเลขที่ 124/1 หมู่ที่ 7 ต.เมืองที อ.เมือง จ.สุรินทร์ เป็นคนขับ ได้ขับรถข้ามทางรถไฟ ขณะที่รถไฟขบวนดังกล่าวกำลังจะวิ่งเข้าเทียบท่าชานชาลา สถานีรถไฟโดยไม่ทันสังเกตุ ทำให้รถไฟพุงชนรถกระบะอย่างแรง และลากเอาซากรถไปไกลถึง 300 เมตร ก่อนเข้าสถานี

25600106006

ทำให้ผู้โดยสารที่มาในรถกระบะ 4 คน ประกอบด้วยนายสุรพันธ์ นวลแย้ม อายุ 34 ปี คนขับเป็นพ่อ และลูกสาว 2 คน หลานสาวอีก 1 คน ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนเมืองทีได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตคาที่หนึ่งราย ทราบชื่อ น้องเนย หรือ ด.ญ.วันวิสา นวลแย้ม อายุ 9 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเมืองที เป็นลูกสาวของนายสุรพันธ์ ส่วนนายสุรพันธ์พร้อมลูกสาวและหลานสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส ประกอบด้วยน้องนุ่มหรือ ด.ญ.ณัฐนันท์ นวลแย้ม เรียนอยู่ชั้น ป. 2 (ลูกสาว) ,ด.ญ ศิริวรรณ สิงหเวหน (หลานสาว) อาสากู้ชีพและกู้ภัยได้ช่วยชีวิต และนำตัวส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์เร่งด่วน

25600106001

นายวันเพ็ญ แสนดี ผู้โดยสารรถไฟเร็วขบวน ที่ 146 อุบลราชธานี –กรุงเทพฯ ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า รถไฟพุงชนรถปิกอัพอย่างแรง ตั้งแต่แผงกั้นข้ามทางรถไฟ ด้านทิศตะวันออกสถานีรถไฟเมืองที วันนี้ไม่มีคนกั้นทางรถไฟ รถไฟพุงชนเต็มๆกลางลำรถปิกอัพ ตามหลักต้องมีแผงกั้น ทำแล้วแต่ยังไม่เสร็จ และลากเอาซากรถปิกอัพไปไกลถึง 200-300 เมตร ก่อนเข้าสถานี ตอนชนกันเสียงดังสนั่น พร้อมกลิ่นเหม็นไหม้ ลากยาวมาตามรางรถไฟ

นางนาง นิลสุข ชาวบ้าน ข้างๆสถานีรถไฟเมืองที  กล่าวว่า พ่อเขามาจากบ้านเพื่อมารับลูกสาว 2 คน และหลานอีก 1 คน ที่โรงเรียนบ้านเมืองที ที่อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟเมืองทีพอดีวันนี้โรงเรียนเลิกครึ่งวัน ขณะขับรถยนต์กำลังจะข้ามทางรถไฟ  พอดีนายสถานีรถไฟเมืองที ได้โบกธงแดง และเตือนแล้วว่า อย่าเพิ่มข้ามมา คนขับปิกอัพก็ผงกหัวแล้ว จนกลายเป็นเหตุโศกนาฏกรรม ทำให้ลูกสาววัย 9 ขวบเสียชีวิตคาที ส่วนคนขับปิกอัพ ลูกสาว และหลานสาวอีกคน บาดเจ็บสาหัส หน่วยกู้ภัยสุรินทร์เร่งนำส่งโรงพยาบาลสุรินทร์

25600106005

เบื้องต้นคาดว่านายสุรพันธ์ คงไม่ทันสังเกตเจ้าหน้าที่ที่ให้สัญญาณ และไม่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟ จนเกิดอุบัติเหตุเศร้าสลดขึ้น ขณะที่ทางกั้นรถไฟกำลังอยู่ในช่วงระหว่างก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ และใช้งานยังไม่ได้  ส่วนขบวนรถไฟไม่ได้รับความเสียหาย ผู้โดยสารทุกคนปลอดภัย แต่ขบวนรถต้องหยุดวิ่ง เพื่อเคลียร์รถปิคอัพออกนอกเส้นทางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเดินรถต่อไปได้.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

เชิญชิมเมนูพื้นบ้าน “ละแวกะดาม” ของโปรดชาวสุรินทร์ ยามเกี่ยวข้าว ขายดีราคาพุ่งกิโลกรัมละ 100 !!

ละแวกะดาม หรือ ละแวกะปู(อ่อมกะปู) เมนูพื้นบ้านของคนอีสานยามเกี่ยวข้าวขายดีราคาพุ่งกิโลกรัมละ 100 ชาวบ้านสุรินทร์แห่ซื้อคึกคัก

 

s__5758979

 

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะออกหาขุดปูนา กบจับปลาธรรมชาติ พืชผักธรรมชาติที่ขึ้นตามท้องไร่ ทุ่งนา เพื่อมาทำอาหาร บางคนอาจจะหามาขายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ และอำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ อาศัยช่วงหลังเกียวข้าว ออกไปหาขุด ปูนา จับกบ กุ้งฝ่อย และจับปลาชนิดต่างๆอาทิ ปลาช่อน ปลากระทิง ปลาหลด ปลาขาว ปลาซิว ปลาสร้อย และปลาแก้ว ฯลฯ ตามท้องทุ่งนา แล้วพากันนำออกมาวางขายแบกะดิน ที่บริเวณตลาดน้อย ซึ่งเป็นตลาดชาวบ้านข้างทางรถไฟอำเภอศีขรภูมิเป็นจำนวนมาก

 

4

 

สำหรับอาหารที่เป็นที่นิยมในช่วงนี้คงจะหนีไม่พ้น อาหารที่ชาวบ้านในพื้นที่อีสานฮิตและเป็นเมนูที่หาทานยาก หนึ่งปีมีครั้งเดียว คือ ปูนา ซึ่งพบว่าขายดีมาก ราคาพุ่งถึง กิโลกรัมละ 100 บาทเลยทีเดียว หรือแบ่งจำหน่ายในราคาถุงละ 20 บาท หรือ 3 ถุง 50 บาท เพื่อให้ลูกค้าซื้อง่ายขายคล่องอีกด้วย

 

 

2

โดยชาวบ้านสวนใหญ่ที่มาซื้อ ปูนา ส่วนใหญ่บอกว่าปูนา นำไปทำเมนูอร่อย ที่คนพื้นถิ่นเขมรสุรนิทร์ จะเรียกว่า ละแวกะดาม ภาษาอีสานเรียกว่า ละแวกะปู หรือ อ่อมกะปู นั้นเอง นอกจากนี้ ยังสามารถ นำปูนา ไปปิ้ง ต้อมทอด ย่าง ตำน้ำพริก หรือ ลาบปูนา ก็อร่อยไม่แพ้ใคร

 

 

s__5758980

 

นางกรนันท์ บุญตาม เเม่ค้าขายปู กล่าวว่า ช่วงนี้มีปลาดุกนา ปลาช่อนนา กุ้งฝ่อย และปูนา ช่วงนี้ขายดีมาก ใส่ถ้วยก็มี ขายเป็นกิโลกรัมก็มี ปูนาใส่ถุงละ 20 บาท ถ้าเป็นกิโลกรัมละ 100 บาท เฉลี่ยเป็นตัวตกตัวละ 2 บาทถ้าตัวใหญ่ ช่วงนี้หาปูนาไม่ค่อยได้ น้ำมันเยอะฝนมันตกมาอีก ปลาหลด พวงละ 50 บาท กิโลกรัมละ 250 บาท ปลาซิวอ้าว กิโลกรัมละ 130 บาท ปลาขาวนา กิโลกรัมละ 100 บาท รายได้แล้วแต่วันๆไหนคนซื้อเยอะก็ได้เยอะ เหลือกำไรวันละไม่ต่ำกว่า 1.000บาท มีรายการเสริมจาการทำนา เดือนละกว่า 30,000 บาท ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

3

ผู้ว่าฯ จ.สุรินทร์ กลับลำ ! อ้างมติคณะรัฐมนตรี ให้มีการจัดงานแสดงช้างดังเดิม!!??

ผู้ว่าฯพลิกลิ้น..เรียกประชุมหัวหน้าส่วนพร้อมภาคเอกชน อ้างรองนายกรัฐมนตรีส่งสัญญานดันทุรังให้จัดงานช้างต่อ ขณะที่โลกโซเชีบลกระหน่ำ สะท้อนมุมมองและความคิดเห็นได้นับแสน ไม่เห็นด้วยควรงด งานรื่นเริงประจำปี เพื่อร้อยดวงถวายความอาลัยพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อเวลา 15.45 น.วันที่ 26 ตุลาคม 2559 นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดการประชุมทบทวนการจัดงานแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ โดยเชิญหัวหน้าส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือทบทวนการจัดงานแสดงช้าง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์อ้างว่า รองนายกรัฐมนตรีส่งสัญญานให้จังหวัดสุรินทร์ดำเนินการจัดงานแสดงช้างตามเดิม ซึ่งก่อนหน้านี้จังหวัดสุรินทร์เคยมีมติ ครั้งที่ 1 ให้เลื่อนการจัดงานช้างสุรินทร์ ครั้งที่ 2 จังหวัดสุรินทร์ประกาศงดจัดงานช้างและงานกาชาดจังหวัดสุรินทร์ เพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสร้างความพอใจให้กับชาวสุรินทร์เป็นอย่างมาก

ในขณะที่ตัวแทนชาวช้างได้ลุกขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมว่า ที่ผ่านมาควาญช้างทุกคนก็เห็นด้วยที่จังหวัดสุรินทร์ประกาศงดการแสดงช้าง เพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพ่อหลวง เนื่องจากควาญช้างทุกคนไม่มีกระจิตกระใจบังคับช้างเข้าร่วมแสดง เนื่องจากยังคงเศร้าโศกเสียใจต่อความสูญเสียของคนไทยทั้งชาติ แต่หากจังหวัดต้องการจัดให้มีการแสดงช้าง ชาวช้างก็ต้องให้ความร่วมมือ

ด้านสื่อมวลชนสุรินทร์ได้กล่าวต่อที่ประชุม ขอสนับสนุนให้งดการจัดแสดงช้างไป 1 ปี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงงานมา 70 ปี หากชาวสุรินทร์สามารถแสดงออกถึงความอาลัย ประกาศยกเลิกการจัดงานช้างเพียงแค่ 1 ปี จึงเป็นเรื่องที่ชาวสุรินทร์ส่วนใหญ่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตามนายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า รับทราบถึงความรู้สึกของชาวสุรินทร์ที่ขอให้งดการจัดงานแสดงช้าง แต่ทางจังหวัดต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่ประกาศให้งานช้างเป็นการแสดงของชาติ งานช้างจึงไม่ใช่เป็นเพียงของคนสุรินทร์เท่านั้น แต่เป็นของคนไทยทั้งชาติด้วย อีกทั้งการที่จังหวัดสุรินทร์กลับมาจัดงานช้างดังเดิม คนสุรินทร์ควรจะมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศให้มีการจัดงานแสดงช้างดังเดิม พร้อมรวบรัดให้คณะกรรมการประกาศฉากต่างๆที่จะมีการแสดงขึ้น และประกาศเปลี่ยนชื่อการจัดงานเป็น “งานช้างรวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง” ระหว่างวันที่ 17 – 20 พฤศจิกายน 2559 นี้

 

99
ด้าน นายพราวุฒิ ไวรวัจนกุล ได้โพสในเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุข้อความว่า #ช้างตกหล่ม
เรื่องงานช้างสุรินทร์ ยืนยันจะจัดต่อไปนั้น เป็นประเด็นที่ยอมรับกันได้ ในแง่อำนาจหน้าที่นั้นทำได้ ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีอธิบาย สร้างความชอบธรรมครับ ข้ออ้างว่า งานช้างเป็นงานระดับประเทศ ไม่ใช่งานจังหวัด จังหวัดสุรินทร์ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ อันนี้ถอยหลังลงคลอง ลงโคลนตมเลย
เราต่างก็รู้ว่า งานช้างที่งดจัดปีนี้ เพราะเสียงมหาชน เพราะพลังของโซเชี่ยลเนตเวิร์ค ยุคเทคโนโลยีข่าวสาร พริบตาเดียวก็สะท้อนมุมมองและความคิดเห็น ได้นับหมื่นนับแสน เหตุที่วัฒนธรรมชุมชนคนกับช้าง รักษาและสืบสาน มาอย่างยาวนาน เพราะชาวสุรินทร์ให้คุณค่าและรักษาหวงแหนสืบเนื่องกันมา มาถึงยุคที่ตกต่ำ อ่อนแอ จนงานช้างและงานกาชาด กลายเป็นสินค้าที่เปิดประมูล แสวงหาประโยชน์ จนละเลย มองข้ามคุณค่าความงดงามในอดีต ก็ด้วยอำนาจสั่งการ จากภายนอกนั่นเอง

ชาวสุรินทร์คือเจ้าของวัฒนธรรมของเขาเอง มิใช่บอกว่า เป็นเรื่องของผู้บริหารราชการ
จะมีอำนาจกำหนดได้โดยฝ่ายเดียว เจ้าของวัฒนธรรม กำหนดทิศทางการจัดการตนเองไม่ได้…
เป็นวิธีอธิบายแบบไม่สร้างสรรค์แต่อย่างใด

ชาวสุรินทร์ ร่วมจัดงานงาน “ประเพณีแซนโฎนตา บูชาบรรพบุรุษ” ยิ่งใหญ่ เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ อุทิศส่วนบุญแก่ผู้ล่วงลับ

ชาวสุรินทร์ชนเผ่าเขมรพื้นเมือง ร่วมจัดงานงาน “ประเพณีแซนโฎนตา บูชาบรรพบุรุษ” ครั้งที่ 10 ยิ่งใหญ่ เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ อุทิศส่วนบุญแก่ผู้ล่วงลับ ลูกหลานได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และพบปะญาติมิตร เกิดความสามัคคีระหว่างพี่น้องในพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

วันที่ 28 ก.ย.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 16.00 น. ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง ถนนกรุงศรีนอก เทศบาลเมืองสุรินทร์ นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานประเพณีทำบุญเดือนสิบ “ทำบุญแซนโฎนตาบูชาบรรพบุรุษ” ปี 2559ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 10 โดยมี นายกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในการจัดงาน ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ประชาชนชาวสุรินทร์ และชนเผ่าเขมรพื้นเมืองจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27-28 ก.ย.59 ซึ่งเป็นการจัดก่อนวันจริง 2 วัน (วันแซนโฎนตาตรงกับวันแรมแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี )ปีนี้ตรงกับวันที่ 30 ก.ย.59 นั้นเอง

 

img_3324

โดยมีพี่น้องประชาชนชาวสุรินทร์ชนเผ่าเขมรพื้นเมือง จากชุมชนต่างๆในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ และอำเภอต่างๆทั่วทั้ง จ.สุรินทร์ รวม 20 อำเภอ ผู้หญิงแต่งกายประจำถิ่นด้วยผ้าถุงไหม เสื้อไหมสีขาว และชายนุ่งโสร่งผ้าไหม สวมเสื้อสีข้าว จัดริ้วขบวนแห่ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ขบวนเครื่องเซ่นไหว้แซนโฎนตา เช่น ไก่ เนื้อ หมู ปลา ข้าวสาร ข้าวสวย ผลไม้ ขนมกระยาสารท และข้าวต้มหางยาว ข้าวต้มใบมะพร้าว ใส่กระเชอแซนโฎนตา เคลื่อนขบวนจากด้านหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ มายังด้านหน้าอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง สถานที่ประกอบพิธี และวางเครื่องไหว้ไว้โดยรอบอนุสาวรีย์ อย่างสวยงามตามประพณีโบราณ

จากนั้น นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระรับศีลห้า ก่อนมีการร่ายรำบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง ผู้สร้างเมืองสุรินทร์ คนแรก พร้อมทั้งรับเครื่องแซนโฎนตาจากตัวแทนขบวนแห่ทั้ง 9 ชุมชน พร้อมพิธีเซ่นไหว้รอบอนุสาวรีย์ พระสงฆ์สวดอาราธนาธรรม สวดทักษิณานุประทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลตามที่ผู้มาร่วมงานได้ตั้งใจทำในวันนี้

 

 

img_3328

สำหรับประเพณีแซนโฎนตา เป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณ “แซนโฎนตา” หมายถึง การทำบุญให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ให้ได้รับกุศลผลบุญที่ลูกหลานได้อุทิศไปให้ซึ่งเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามดั้งเดิมของจังหวัดสุรินทร์ที่ชนเผ่าเขมรในท้องถิ่นได้ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งตรงกับแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี

ซึ่งในวันนี้ ชนเผ่าเขมรท้องถิ่นถือว่าเป็นวันรวมญาติซึ่งทุกคนจะหยุดภาระหน้าที่การงานทั้งหมด และนัดหมายไปรวมกันที่บ้านเป็นจุดศูนย์กลางของครอบครัว โดยเฉพาะบ้านของผู้ที่อาวุโสที่สุดของครอบครัว พร้อมกับเตรียมอาหาร เช่น ไก่ เนื้อ หมู ปลา ข้าวสาร ข้าวสวย ผลไม้ ขนมกระยาสารท และข้าวต้มหางยาวใส่กระเชอโฎนตา และอาหารคาวหวาน ที่ร่วมกันทำเพื่อเตรียมเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตนที่ล่วงลับไปแล้ว

 

img_3372

ประเพณีแซนโฎนตา นอกจากเป็นการอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นกุศโลบายของบรรพบุรุษที่มีจุดมุ่งหมายให้ลูกหลานได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และยังได้มีโอกาสได้พบปะญาติมิตร เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เกิดความสามัคคีระหว่างพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ญาติมิตรได้พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

และยังมีความเชื่อว่า วันแซนโฎนตา หากลูกหลานคนใดไม่ได้จัดทำ หรือไม่ไปร่วมแซนโฎนตาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร บรรพบุรุษอาจไม่พอใจ ส่งผลให้การดำรงชีวิต การทำมาหากินไม่ราบรื่น จิตใจเป็นกังวลไม่เป็นสุข ด้วยความเชื่อนี้ทุกคนจึงพยายามไปร่วมพิธี หรือจัดเครื่องเซ่นไหว้ที่บ้านของตน เพื่อความเป็นสิริมงคลที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง และครอบครัว ส่งผลให้มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานต่อไป

สุรินทร์ เทศบาลเมืองสุรินทร์จัดกองบุญทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล เพื่อแก้ไขปัญหาขยะล้นเมือง อย่างยั่งยืน

เมื่อ วันที่ 14 ก.ค.59 เวลา 09.30น.ที่ สำนักงานเทศบาลเมืองสุรินทร์ จัดกองบุญทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล เพื่อแก้ไขปัญหาขยะล้นเมือง โดยมีนายวรรธนินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองสุรินทร์ เป็นประธานฝ่าฆารวาส มีพระครูปริยัติกิจธำรง เจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์ ประธานฝ่ายสงฆ์ เพื่อให้ชาวบ้านตามชุมชนต่างๆทั้ง32 ชุมชน ร่วมกับเทศบาลเมืองสุรินทร์ ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองอย่างยั่งยืน
ซึ่งปัญหาขยะมูลฝอย ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ นับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จากการไม่มีสถานที่ทิ้งและกำจัด ทำให้เกิดปริมาณขยะมูลฝอยตกค้างตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก มีการนำไปกำจัดโดยวิธีกองบนพื้น ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม การนำขยะจากครัวเรือนมาทิ้งที่สาธารณะ เพื่อให้พ้นจากที่อยู่อาศัยของตัวเอง แต่ได้ก่อปัญหากับชุมชน

 

IMG_8845_resize
ปัจจุบันเทศบาลเมืองสุรินทร์ ได้นำขยะมูลฝอยไปกำจัดที่ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย เทศบาลเมืองวาริน ชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นประจำทุกวัน ใช้งบประมาณเดือนละ 2 ล้านบาท จากปัญหาดังกล่าว เทศบาลเมืองสุรินทร์จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะอย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งธนาคารรีไซเคิลสงเคราะห์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2556 จนถึงปัจจุบันมีสมาชิก 389 คน จัดสวัสดิการให้สมาชิกที่เสียชีวิต 5 ราย เป็นเงิน 15,000 บาท ยอดเงินฝากบัญชีธนาคารกรุงไทย 89,612 บาท เปิดรับฝากขยะรีไซเคิล ทุกวันจันทร์ ที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และที่ชุมชน สัปดาห์แรกของเดือน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี สามารถลดปริมาณขยะได้ระดับหนึ่ง การทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล จึงเป็นรูปแบบหนึ่งในการจัดกิจกรรม ส่งเสริมการคัดแยกขยะมูลฝอยจากครัวเรือนมุ่งสู่การเป็นสุรินทร์เมืองปลอดขยะอย่างยั่งยืน
การจัดกิจกรรมกองบุญทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิลในครั้งนี้ บรรดาร้านค้า ประชาชน ชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาลให้ความร่วมมือร่วมกิจกรรม เป็นจำนวนมาก สามารถเปลี่ยนขยะเป็นมูลค่าเป็นเงิน นับหมื่นบาท เพื่อมอบให้กับธนาคารรีไซเคิลสงเคราะห์เทศบาลเมืองสุรินทร์ในการช่วยเหลือประชาชนในชุมชนต่อไป

สุรินทร์ แก๊งค์ปาหินอาละวาดหนัก ที่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ 3 วันซ้อน ล่าสุดสาหัส 2 รายเมื่อคืนที่ผ่านมา

เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 11 ก.ค. 59 ร.ต.อ.พงพิทักษ์ ประณมศรี พนักงานสอบสวนเวร ได้รับแจ้งเหตุ กลุ่มวัยรุ่นดักทำร้ายร่างกายผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ บนถนนสายท่าตูม – รัตนะบุรี บริเวณ กม.ที่ 15 บ้านหนองกา ต.รัตนะบุรี อ.รัตนะบุรี จ.สุรินทร์ เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยการใช้ของแข็งขว้างใส่รถจักรยานยนต์. มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ดังนี้

1. นายวินัย ชูรส อายุ 15 ปี ผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ รถล้มได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ส่ง รพ.สุรินทร์ (อาการสาหัส)
2. นายตันติกร เสยสอน อายุ 25 ปี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ (อาการสาหัส) โดนของแข็งขว้างใส่รถจักรยานยนต์ที่กำลังขับขี่ผ่านมา จนผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายเสียหลัก ล้มศีรษะฟาดกับพื้นอย่างแรง อาการสาหัสเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยอำเภอรัตนะบุรี หน่วยกู้ชีพศูนย์นเรนทร เร่งส่ง รพ.สุรินทร์ ทั้ง 2 ราย ซึ่งมีอาการสาหัสมากนำส่งโรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์ ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของญาติเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งเป็นเหตุต่อเนื่อง 3 ซ้อน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้เลย นอกจากนี้ยังมีการเเชร์ภาพแจ้งเตือนภัยในสังคมโซเซียลมีเดีย เพจ “สุรินทร์วันนี้” เพื่อเตือนภัยผู้ใช้รถ ใช้ถนน ที่ขับผ่านไป-มา และปรากฏว่ามีการแชร์ส่งต่อกันอย่างรวดเร็ว

 

 

131527

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าคนร้ายไม่ทราบจำนวน เป็นกลุ่มวัยรุ่นบ้านหนองกา ที่ชอบจับกลุ่มดื่มสุราใกล้สถานที่เกิดเหตุดังกล่าว พอเมาได้ที่เกิดความคึกคะนอง ออกมาก่อเห็นในที่มืด ริมถนนข้างทาง ถนนสายท่าตูม – รัตนะบุรี บริเวณ กม.ที่ 15 บ้านหนองกา ต.รัตนะบุรี อ.รัตนะบุรี จ.สุรินทร์ เวลาประมาณ 22.30-01.00 น. วันที่ 9 -11 ก.ค.59 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป