ดีต่อใจสุดๆ!! อาหารจานหรูราคาถูก ไข่กระทะ,กาแฟร้อน อิ่มอร่อยเพียง 49 บาท

26 ม.ค.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบร้านบาบีคิว ปิ้งย่าง ชื่อว่า ร้าน LaMoom “ละมุน”มีนางสาวพักตร์กลม พิรุฬห์ศิวากาศ เป็นเจ้าของร้าน  ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 332 ถนนกรุงศรี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ หรือ บริเวณกำแพงเมืองโบราณ ตรงข้ามวัดพรหมสุรินทร์  บรรยากาศสบายๆ ชิวๆ เน้นการตกแต่งแบบเรียบง่ายได้กลิ่นอายความวินเทจจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ เน้นการตกแต่งให้มีพื้นที่โล่งโปร่งสบาย ประดับด้วยโคมไฟ ไม้ไผ่จักสาน ไอเดีย สุดเก๋ ผุดเมนูอาหารเช้า ไข่กระทะ เสริฟ์พร้อมๆกับ กาแฟร้อน ชา และน้ำส้ม  อิ่มอร่อยจานหรูราคาถูกได้อรรถรส เพียง 49 บาทเท่านั้น ต้อนรับวันใหม่ เอาใจคนตื่นเช้า เพราะอาหารเช้า เป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของทุกคน ซึ่งนอกจากจะช่วยชาร์จพลังงานแล้ว ยังเป็นมื้ออาหารที่เติมเต็มวันใหม่ ให้เรามีความสดใสสมองปลอดโปร่งอีกด้วย สร้างรายได้วันละหลายพันบาท

20170126002

นักท่องเที่ยว กล่าวว่า เมื่อกี้ทานโจ๊กใส่ไข่กับไข่กระทะ รสชาติอร่อย กลมกล่อม ไข่กระทะ กาแฟร้อน ชา และน้ำส้ม ราคาพียง  49 บาท คุ้มมากๆ ต้องมาลองชิมดูจะรู้เอง ว่าสุดคุ้ม พอดีขับรถยนต์ผ่านมาเห็นร้านน่ารัก ร้านสวย ก็เลยแวะลองชิมดู ก้ประทับใจเลย เพราะมาจากต่างจังหวัดด้วย

นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์กล่าวว่า ดีมากเลยเพราะว่าในจังหวัดสุรินทร์ไม่ค่อยจะมีร้านไข่กะทะให้รับประทานกัน ราคาก็ถูกมากโดยเฉพาะเสริฟืพร้อมกาแฟโบราณ ทำให้เราได้ย้อนยุคถึงเมื่ออดีต จัดเป็นชุดในลักษณะพิเศษ ราคาก็ถูกมาก เพียง 49 บาท เป็นครั้งแรกที่ได้มารับประทานอาหารที่ร้านแห่งนี้ มากันหลายคนทั้ง เพื่อนๆชาวไทยและชาวต่างชาติ  คิดว่าจะมาอีกเพราะที่จอดรถก็สะดวกสบาย  บรรยากาศก็ดีมานั่งชมกำแพงเมือง ย้อนยุคของความเป็นจังหวัดสุรินทร์ได้ด้วย

20170126003

นางสาวพักตร์กลม พิรุฬห์ศิวากาศ เป็นเจ้าของ ร้าน LaMoom “ละมุน” กล่าวว่า เรื่องเมนูอาหารเช้าพอดีมีผู้หลักผู้ใหญ่ของจังหวัดสุรินทร์ ท่านแนะนำให้ทางร้านเปิดอาหารเช้าด้วย ตนก็มีความคิดว่าอยากให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาได้ทานอาหารเช้ากัน ก็เลยเปิดเป็นเมนู ไข่กระทะ เป็นโจ๊ก ง่ายๆ เน้นบรรยากาศสบายๆ ราคาถูก เซ็ต เมนูไข่กระทะ เสริฟ์พร้อม น้ำส้ม ชา กาแฟ แล้วแต่ลูกค้าจะเลือก เราเริ่มต้น 49 บาท แต่ถ้าลูกค้าจองเข้ามาตั้งแต่ 20 ท่านขึ้นไปก็จะมีส่วนลดให้อีก เพื่อเอาใจคนตื่นเช้า

ร้านเพิ่งเปิดใหม่ แต่กระแสการตอบรับที่ดีมาก เมนูชุดอาหารเช้า โดยเฉพาะ ไข่กระทะ ประมาณ 30-40 ชุด มีรายได้จากชุดอาหารเช้า 2,000-3,000 บาท  เปิดร้าน 06.00 -22.00 น. ได้อานิสงค์จากอาหารเช้า สั่งกลับบ้านบ้าง ทานที่ร้านบ้าง จนต้องขายเวลาไปเรื่อยๆจนถีงสี่ทุ่ม บาบิคิว ปิ้งย่าง จะมาทานตอนเช้า เราก็เตรียมไว้ได้เลย โดยปกติลุกค้าไม่มาทานบาบิคิวตอนเช้าอยู่แล้ว

ร้าน LaMoom หรือเป็นไทยว่า  “ละมุน” หมายถึงกินแล้วต้องละมุน อร่อยและลูกค้าต้องพอใจ ซึ่งคิดชื่อร้านอยู่นานพอสมควร ตนเป็นลูกแม่ค้ามาก่อน ช่วยแม่ขายของมาตั้งแต่เด็กๆ ความชอบค้าขายเลยถูกฝังอยู่ในตัว

ของฝากร้าน LaMoom อยู่ที่ จังหวัดสุรินทร์ เส้นโพธิ์ร้าง หาง่าย ร้านเติบโตจากความตั้งใจ อยากให้คนสุรินทร์มีร้านอาหารดีๆ สบายๆ ได้นั่ง อาหารทุกอย่างรับรอง คัดพิเศษ เพื่อลูกค้าทุกคน เน้นดีต่อสุขภาพ ไม่ได้เน้นที่จะขายเพื่อเอากำไรเพียงอย่างเดียว ว่างๆเชิญนะคะ.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

ชาวนาสุรินทร์แห่เก็บดอกสะเดาขาย หลังเก็บเกี่ยว สร้างรายได้งาม

10 ม.ค.59 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้ตามท้องทุ่งนา อ.สนม จ.สุรินทร์ หลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ และเข้าสู่หน้าหนาว ตามท้องทุ่งนาและป่าทำเลสาธารณะทั่วไป ก็จะมีต้นสะเดากำลังออกดอกแต่หาเก็บไม่ได้ง่าย ๆ เหมือนแต่ก่อน เพราะสะเดาบางต้นแม้เกิดเองตามทุ่งนาที่มีเจ้าของนา เจ้าของเขาก็หวง ชาวบ้านที่หาเก็บดอกสะเดา ต้องลงทุนเดินลัดเลาะตามทุ่งนาหาต้นสะเดาที่เขาไม่หวงกัน ดอกสะเดาที่จะเก็บก็ต้องลงทุนปีนขึ้นแล้วใช้ไม้สอยเอา ไหนจะเสี่ยงความสูงและฝูงมดแดงอีกกว่าจะได้ดอกสะเดาก็ลำบากไม่ใช่น้อย

20170110004

อย่างคุณป้าสังวาลย์ โพธิ์วัง อายุ 57 ปี ชาวบ้านหนองหลัก ต.หัวงัว อ.สนม จ.สุรินทร์ พร้อมกับเพื่อนบ้านคุณตานาก ดอกคำ อายุ 67 ปี เป็นคนบ้านเดียวกัน ได้ออกหาเก็บดอกสะเดาที่กำลังแตกดอกอ่อน ยังไม่บาน เพื่อนำไปขาย หลังจากที่เก็บได้พอแล้วก็มาคัดแยกใบแก่ๆ ส่วนที่ไม่ต้องการออก จากนั้นก็จะทำเป็นมัดแล้วตัดแต่งให้เรียบร้อยสวยงาม ส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่เดินทางมารับซื้อในหมู่บ้านเพื่อนำส่งต่อไปขายที่ ตลาดไท โดยมีพ่อค้าแม่ค้ามารอรับซื้อจากชาวบ้านถึงที่

20170110002

20170110003

นายเจริญ สายวิเศษ อายุ 49 ปี พร้อมด้วยภรรยา นางนิภาพร สายวิเศษ อายุ 48 ปี ชาว ต.หัวงัว อ.สนม จ.สุรินทร์ บอกว่าวันๆ หนึ่ง จะมีชาวบ้านเก็บดอกสะเดาได้ แล้วเอามาขายให้ตนเอง ไม่ต่ำกว่า 3,000 มัด หรือ 3,000 กำมือ แล้วจะส่งต่อไปขาย อีกทอดหนึ่ง เราชื้อมา ในราคา กำละ 3 บาท ก็จะขาย ต่อ กำละ 4 บาท ได้กำไร กำละ 1 บาท หลังจากรับซื้อแล้ว ก็จะแพ็คใส่ถุงปุ๋ย ถุงละ 70 มัด แต่ละถุงจะต้องใส่น้ำแข็งด้วยจากนั้นก็เอาน้ำเทรดลงไปเพื่อจะไม่ให้ดอก สะเดา เหี่ยวเฉาจะทำให้สดตลอดเวลา หลังจากนั้นก็เย็บปากถุงแล้วขนลำเลียงขึ้นรถปิกอัพ ส่งให้กับพ่อค้าอีกต่อหนึ่งแล้วส่งต่อไปยังตลาดไท จังหวัดปทุมธานี แล้วกระจายขายไปทั่วประเทศต่อไป.

ภาพ – ข่าว / สุพรรณ ศรชัย – ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

 

อดีตคนแบกไม้ไผ่ ที่ จ.สุรินทร์ หันผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายออนไลน์ สร้างรายได้ เดือนละสองแสนบาท

สุดไฮเทค …อดีตคนแบกไม้ไผ่ หันผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายออนไลน์ สร้างรายได้ให้ครอบครัว โกยเงินเป็นกอบเป็นกำกว่าเดือนละสองแสนบาท

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประถม สินสิทธิ์ อายุ 45 ปี ชาวบ้านอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เจ้าของร้าน เพชรระไซร์ทอง (ระไซร์ ภาษาเขมรพื้นถิ่นสุรินทร์ แปลว่า ไม้ไผ่) ทำเป็นเพิงมุงหญ้าคาขึ้นที่หน้าบ้านพักริมถนน จำหน่ายไม่ไผ่ ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายตามใบสั่ง ออนไลน์ผ่านโซเซียล มีเดีย เฟสบุ๊ค – แอปพลิเคชั่นลาย และวางขายให้ผู้ที่เดินทางผ่านไป-มา บนถนนสาย เลี่ยงเมืองสุรินทร์- ปราสาท หมู่บ้านพันธุ์ลี ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จนผลิตไม่ทัน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว กว่าเดือนละ 200,000 บาท

 

img_0702

จากคนที่เคยแบกเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ออกเร่ขายตามบ้านเรือนต่างๆ ในพื้นที่ กรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อ 18 ปีที่ผ่านมา ได้เรียนรู้การทำ การผลิต เฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ควบคู่ไปด้วย จนมีความเข้าใจดี สามารถทำเองได้ และได้นำเอาความรู้ที่ได้รับมาทำที่บ้านเกิด และถ่ายทอดวิชาความรู้สู่คนรุ่นใหม่ไปแล้วหลายรุ่น กระทั่งทุกวันนี้ยังคงมีผู้คนเดินทางเข้าไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

นายประถม สินสิทธิ์ เจ้าของร้าน เพชรระไซร์ทอง กล่าวว่า ลงทุนซื้อเฉพาะเครื่องมือชิ้นหนึ่งร้อยกว่าบาท รวมๆพันกว่าบ้าน สามารถสร้างรายได้สูงสุดถึงเดือนละกว่า 200,000 บาท ที่ร้านจะมีเฟอร์นิเจอร์ทุกแบบตามสั่งทุกชนิด สินค้าที่ขายดีที่สุดจะเป็นพวกแคร่ ซุ่ม และแบบบ้านน็อกดาวน์คล้ายรีสอร์ท ตนไปเรียนรู้วิธีการทำจากคนแก่ คนเฒ่า มาก่อน หัดทำตามมาเรื่อยๆ และแกะออกแบบเองด้วย ตนทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายมากว่า 18 ปี ราคาสินค้าเริ่มต้นตั้งแต่ 350 ไปจนถึงหลักหมื่น หรือ หลักแสนก็มี

 

img_0742

 

อย่างรีสอร์ทหลักเล็กๆราคา 45,000 บาท ไม้ไผ่สั่งมาจากจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร ส่วนคนงานก็จะเป็นคนในครอบครัว ประกอบด้วย ตนเอง ภรรยา ลูกสาวและลูกชาย ช่วยกันทำงานทั้งครอบครัว ทุกอย่างทำเองหมด แคร่ขายหลังละ 350-550 บาท เคาวเตอร์ตัวละ 1,500 บาท แคร่เตียงนอนหลังละ 1,500 บาท ซุ่งศาลาหญ้าคา ขนาดใหญ่หลังละ 12,000 บาท ส่วนหลังเล็ก ราคาหลักละ 6,500 บาท ซุ่มวางอาหาร ราคา 3,500 บาท ส่วนบันไดไม้ไผ่ ราคา 500 บาท ส่วนคนที่สนใจก็สามารถดูสินค้า และสั่งซื้อได้ทางเฟสบ๊ค ชื่อ เพชร ระไซร์ ทอง หรือLINE ID: เพชรระไซด์ทอง หรือที่โทรศัพท์หมายเลข 080-1536314 , 061-1525954 บริการส่งในพื้นที่ จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และจังหวัดร้อยเอ็ดบางส่วน แต่ก่อนแบกไม้ไผ่ขายในกรุงเทพฯหันมาทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายเองรายได้ดี ตนไม่เคยเป็นรู้จ้างใคร อดีตซื้อไม้ไผ่มาดัดแปลงทำเป็นราวตาผ้า แบกเร่ขาย ทุกวันนี้มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าเก่าเยอะ

ชาวนาเมืองช้าง ตามรอยในหลวง ร.9 ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาแก้ปัญหาวิกฤตข้าว

ชาวนาเมืองช้าง ตามรอยในหลวง ร.9 ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาแก้ปัญหาวิกฤตข้าว ด้วยการพออยู่พอกิน และพึ่งพาตนเอง

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ชาวนาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ทั้ง 20 อำเภอ กำลังเร่งเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข 15 ที่กำลังเหลืองอร่ามสุกเต็มพื้นนา การเก็บเกี่ยวข้าวชาวนาต้องจ้างรถเกี่ยวข้าวในราคาไร่ละ 500-550 บาทต้องนำมาตากให้แห้งแล้วค่อยนำไปขาย ยังโรงสีใกล้บ้าน ราคาข้าวเปลือกตกต่ำสุดขีดอยู่ที่กิโลกรัมละ 5-6 บาท โรงสีจะรับซื้อข้าวเปลือกความชื้นไม่เกินร้อยละ 30 เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 6,000 กว่าบาท ส่วนข้าวเปลือกที่เปียกน้ำหรือปลอมปน ราคาจะอยู่ที่ตันละ 5,000 กว่าบาท

ทำให้ชาวนาในหลายๆพื้นที่ ได้ร่วมตัวกัน เพื่อความอยู่รอด ด้วยการหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะชาวนา ที่บ้านไทรทาบ ม.17 ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาแก้ปัญหาวิกฤตราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำในขณะนี้ ด้วยการใช้ชีวิต แบบเรียบง่าย พออยู่พอกิน และที่สำคัญชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่นำข้าวไปให้กับโรงสี หันมาเก็บข้าวไว้ในยุงฉาง แล้วนำไปสีข้าวไปสี ที่โรงสีชุมชน ขนาดเล็ก เพื่อรับประทานในครัวเรือน เหลือค่อยเอาไปขายเอง เป็นข้าวถุงทำมือ กำหนดราคาขายเอง ขนาดบรรจุ 1 ก.ก. ราคา 28 – 30 บาท ข้าวถัง 15 กก. ราคา 450 บาท ระหว่างรอการช่วยเหลือที่ชัดเจนจากทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล คสช.ต่อไป

 

20161030_104419

 
นายพิรัตน์ เมืองไทย ชาวนา บ้านไทรทาบ กล่าวว่า สิ่งที่เราได้ทำการนำความพอเพียง การพออยู่ พอกิน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น มีรายได้พอเลี้ยงตนเองและครอบครัว ไม่เป็นหนี้เป็นสิน พอได้ผลผลิตมาก้พอทะยอยส่งชำระหนี้ได้ ทำให้ยอดหนี้ของชาวบ้านก็ลดลง ตนได้ศึกษาทางอินเตอร์เน็ตได้เห็นแนวคิดของคนญี่ปุ่น ในการกู้หนี้ยืมสินมาทำการเกษตรมันต่างจากคนไทยมาก เครื่องจักรต้องหมดหนี้ที่ละชิ้นก่อน อย่างเช่นรถไถ่หมดงวดก่อนคนญี่ปุ่นเอาถึงจะเอาเครื่องจักรตัวอื่นขึ้นมา ตนก็อยากให้เกษตรกรไทยได้ตระหนักถึงจุดนี้บ้าง ว่าสิ่งไหนจำเป็น เอามาแล้วไม่ใช่ว่ารอรับจ้างเพียงอย่างเดียว ที่ดินเรามีก็สามารถประยุกต์ใช้ มาทำการปลูกพื้น ไร่นาสวนผสม

ด้าน นายพจน์ จันทร์เสนา ผู้ใหญ่บ้านไทรทาบ กล่าวว่า ช่วงนี้ข้าวราคาถูก เพราะฉะนั้นการที่ชาวนาจะอยู่ได้ก็คือการพึ่งพาตนเอง จะทำให้มีชีวิตอยู่รอด ตนได้บอกชาวบ้านว่า เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็อย่าพึ่งพากันขนไปขายให้โรงสี ให้นำไปเก็บไว้ในยุ่งฉากแทน นำมาสีรับประทานเอง และนำมาสีที่โรงสีชุมชนของหมู่บ้าน ก่อนบรรจุใส่ถุงนำไปขายเอง รอให้ราคาข้าวขึ้นก่อน หรือรอการช่วยเหลือที่ชัดเจนจากทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล คสช.ต่อไป

ชาวบ้านไทรทาบกำลังพึ่งตนเองให้มากที่สุด ในส่วนของโครงการจำนำยุ้งฉางข้าว นั้น ตนยังไม่ได้รับหนังสือสั่งการอย่างเป็นทางกา ถ้ามีคำสั่งมาแล้ว ทางตนเองนั้นก็จะประชาสัมพันธ์ให้กับชาวบ้านได้รับทราบต่อไป

โดม ปกรณ์ -หนึ่ง ETC จัดกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” ถวายเป็นพระราชกุศลฯ

โดม ปกรณ์ ลัม และ หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท (หนึ่ง ETC) สองศิลปินใจบุญจิตอาสา ร่วมกับโครงการธรรมช้าง จัดกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อวันที่ 19 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อนุสาวรีย์พระยาสุนทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก นางสาวกัตติกา ตั้นจัด ผู้ช่วยผู้กำกับสารคดี “วันช้างโลก” และผู้นำกลุ่มธรรมช้าง ได้นำสมาชิกกลุ่มธรรมช้าง แถลงข่าวการจัดกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ย.59 วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวด้วยความใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการท่องเที่ยว โดยเสริมสร้างความเข้มแข็งในสังคมและสิ่งแวดล้อม และเงินบริจาคนำไปสมทบให้แก่ วันช้างโลก มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ และช่วยเหลือช้างเลี้ยงในจังหวัดสุรินทร์ โดยความร่วมมือจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย( ททท.)สำนักงานสุรินทร์ และ องค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์

มีศิลปินชื่อดัง จิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้คือ โดม ปกรณ์ ลัม และ หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท (หนึ่ง ETC) สองศิลปินใจบุญ ร่วมกับโครงการธรรมช้างธรรมช้าง Eleesystem เป็นกลุ่มบุคคลไม่แสวงผลประโยชน์ที่ ได้ศึกษาสภาวะความเป็นอยู่ของช้างเลี้ยงในปัจจุบัน คำนึงถึงการอยู่รอดของควาญกับช้าง ปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมคนเลี้ยงช้างและระบบนิเวศ จึงดำเนินการจัดกิจกรรมมุ่งเน้นให้ความรู้ เพื่อตระหนักถึงคุณค่าของช้าง แนวทางการช่วยเหลือช้างที่ถูกต้องเหมาะสม โดยไม่แสวงผลกำไร รายได้จากการบริจาค 15% สมทบบริจาคให้วันช้างโลก World Elephant Day (www.worldelephantday.org) เพื่อช่วยเหลือช้างทั่วโลก 15% สมทบบริจาคให้มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ Elephant Reintroduction Foundation (www.elephantreintroduction.org)

เพื่อช่วยเหลือช้างเร่ร่อนให้ได้คืนสู่ธรรมชาติ และ 70% นำไปช่วยเหลือช้างในจังหวัดสุรินทร์ซึ่งมีช้างเลี้ยงมากกว่า 200 เชือกในหมู่บ้านตากลาง ให้มีแหล่งอาหารและน้ำที่เพียงพอ มีสุขภาพที่ดี พัฒนาระบบนิเวศ พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้และการร่วมตระหนักถึงดังกล่าวไปยังทั่วประเทศไทย

กำหนดจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 7 – 8 พฤศจิกายน 2559 ปลูกพืชอาหารช้าง และ ฉายสารคดี “Return to the Forest” พบกับคุณโดม ปกรณ์ ลัม และคุณหนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท วันที่ 7 พ.ย.59 กิจกรรมปลูกพืชอาหารช้าง ณ โรงเรียนบ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ และโรงเรียนในชุมชน รวมไปถึงควาญช้างในพื้นที่ วันที่ 8 พ.ย. 59 ฉายสารคดี“Return to the Forest” สารคดีในการประกาศวันช้างโลก ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ กิจกรรมสร้างสุข ภายใต้ชมรม To Be Number One ชมนิทรรศการช้างและระบบนิเวศ โดยชมรมทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ และกิจกรรมจากศิลปินที่เข้าร่วมสนับสนุนธรรมช้าง เงินบริจาคนำไปสมทบให้แก่ วันช้างโลก มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ และช่วยเหลือช้างเลี้ยงในจังหวัดสุรินทร์

 

 

6

นางสาวกัตติกา ตั้นจัด ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนต์ “วันช้างโลก” และผู้นำกลุ่มธรรมช้าง กล่าวว่า ทีม ธรรมช้าง มาจาก ธรรมชาติ และ ช้าง ได้จัดกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” เนื่องจากได้เห็นความสำคัญของชาติและระบบนิเวศ จึงอยากจะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับช้างและระบบนิเวศให้คนส่วนมากได้ทราบ เพราะคนส่วนใหญ่รู้แต่ว่าช้างเป็นสัตว์ใหญ่ เป็นสัญลักษณ์คู่บ้านเมือง เป็นสัตว์รูปร่างใหญ่ ฉลาด และแสนรู้ แต่น้อยมากที่คนส่วนใหญ่จะเล็งเห็นความสำคัญของเขา ที่มีต่อธรรมชาติ และระบบนิเวศจริง ๆ เพื่อปรับให้ช้างอยู่ได้ ระบบนิเวศก็คงอยู่ ถ้ามีช้างระบบนิเวศยังคงอยู่ ถ้ามีระบบนิเวศช้างยังคงอยู่ โดยที่ไม่คำนึงถึงแต่เรื่องราวของการท่องเที่ยวจนมากเกินไป

สำหรับกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง”วันที่ 7-8 ต.ค.59 เราได้รับเกียรติจาก คุณโดม ปกรณ์ ลัม และคุณหนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท(หนึ่งETC) มาเป็นศิลปินในการร่วมกิจกรรม วันที่ 7 พ.ย.59 กิจกรรมปลูกพืชอาหารช้าง ณ โรงเรียนบ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ และโรงเรียนในชุมชน รวมไปถึงควาญช้างในพื้นที่ วันที่ 8 พ.ย. 59 ฉายสารคดี“Return to the Forest” สารคดีในการประกาศวันช้างโลก ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ โดยกิจกรรมและเงินบริจาค นำไปสมทบให้แก่ วันช้างโลก มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ และช่วยเหลือช้างเลี้ยงในจังหวัดสุรินทร์ ร่วมถวายความอาลัย และร่วมกันทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

Homepage

ชาวสุรินทร์ ร่วมจัดงานงาน “ประเพณีแซนโฎนตา บูชาบรรพบุรุษ” ยิ่งใหญ่ เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ อุทิศส่วนบุญแก่ผู้ล่วงลับ

ชาวสุรินทร์ชนเผ่าเขมรพื้นเมือง ร่วมจัดงานงาน “ประเพณีแซนโฎนตา บูชาบรรพบุรุษ” ครั้งที่ 10 ยิ่งใหญ่ เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ อุทิศส่วนบุญแก่ผู้ล่วงลับ ลูกหลานได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และพบปะญาติมิตร เกิดความสามัคคีระหว่างพี่น้องในพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

วันที่ 28 ก.ย.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 16.00 น. ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง ถนนกรุงศรีนอก เทศบาลเมืองสุรินทร์ นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานประเพณีทำบุญเดือนสิบ “ทำบุญแซนโฎนตาบูชาบรรพบุรุษ” ปี 2559ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 10 โดยมี นายกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในการจัดงาน ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ประชาชนชาวสุรินทร์ และชนเผ่าเขมรพื้นเมืองจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27-28 ก.ย.59 ซึ่งเป็นการจัดก่อนวันจริง 2 วัน (วันแซนโฎนตาตรงกับวันแรมแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี )ปีนี้ตรงกับวันที่ 30 ก.ย.59 นั้นเอง

 

img_3324

โดยมีพี่น้องประชาชนชาวสุรินทร์ชนเผ่าเขมรพื้นเมือง จากชุมชนต่างๆในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ และอำเภอต่างๆทั่วทั้ง จ.สุรินทร์ รวม 20 อำเภอ ผู้หญิงแต่งกายประจำถิ่นด้วยผ้าถุงไหม เสื้อไหมสีขาว และชายนุ่งโสร่งผ้าไหม สวมเสื้อสีข้าว จัดริ้วขบวนแห่ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ขบวนเครื่องเซ่นไหว้แซนโฎนตา เช่น ไก่ เนื้อ หมู ปลา ข้าวสาร ข้าวสวย ผลไม้ ขนมกระยาสารท และข้าวต้มหางยาว ข้าวต้มใบมะพร้าว ใส่กระเชอแซนโฎนตา เคลื่อนขบวนจากด้านหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ มายังด้านหน้าอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง สถานที่ประกอบพิธี และวางเครื่องไหว้ไว้โดยรอบอนุสาวรีย์ อย่างสวยงามตามประพณีโบราณ

จากนั้น นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระรับศีลห้า ก่อนมีการร่ายรำบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง ผู้สร้างเมืองสุรินทร์ คนแรก พร้อมทั้งรับเครื่องแซนโฎนตาจากตัวแทนขบวนแห่ทั้ง 9 ชุมชน พร้อมพิธีเซ่นไหว้รอบอนุสาวรีย์ พระสงฆ์สวดอาราธนาธรรม สวดทักษิณานุประทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลตามที่ผู้มาร่วมงานได้ตั้งใจทำในวันนี้

 

 

img_3328

สำหรับประเพณีแซนโฎนตา เป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณ “แซนโฎนตา” หมายถึง การทำบุญให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ให้ได้รับกุศลผลบุญที่ลูกหลานได้อุทิศไปให้ซึ่งเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามดั้งเดิมของจังหวัดสุรินทร์ที่ชนเผ่าเขมรในท้องถิ่นได้ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งตรงกับแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี

ซึ่งในวันนี้ ชนเผ่าเขมรท้องถิ่นถือว่าเป็นวันรวมญาติซึ่งทุกคนจะหยุดภาระหน้าที่การงานทั้งหมด และนัดหมายไปรวมกันที่บ้านเป็นจุดศูนย์กลางของครอบครัว โดยเฉพาะบ้านของผู้ที่อาวุโสที่สุดของครอบครัว พร้อมกับเตรียมอาหาร เช่น ไก่ เนื้อ หมู ปลา ข้าวสาร ข้าวสวย ผลไม้ ขนมกระยาสารท และข้าวต้มหางยาวใส่กระเชอโฎนตา และอาหารคาวหวาน ที่ร่วมกันทำเพื่อเตรียมเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตนที่ล่วงลับไปแล้ว

 

img_3372

ประเพณีแซนโฎนตา นอกจากเป็นการอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นกุศโลบายของบรรพบุรุษที่มีจุดมุ่งหมายให้ลูกหลานได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และยังได้มีโอกาสได้พบปะญาติมิตร เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เกิดความสามัคคีระหว่างพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ญาติมิตรได้พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

และยังมีความเชื่อว่า วันแซนโฎนตา หากลูกหลานคนใดไม่ได้จัดทำ หรือไม่ไปร่วมแซนโฎนตาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร บรรพบุรุษอาจไม่พอใจ ส่งผลให้การดำรงชีวิต การทำมาหากินไม่ราบรื่น จิตใจเป็นกังวลไม่เป็นสุข ด้วยความเชื่อนี้ทุกคนจึงพยายามไปร่วมพิธี หรือจัดเครื่องเซ่นไหว้ที่บ้านของตน เพื่อความเป็นสิริมงคลที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง และครอบครัว ส่งผลให้มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานต่อไป

กทบ.เตรียมยกระดับ ผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมาสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติจัดโครงการ“การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ”ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัส แวนด้าแกรนด์โดยในงานได้เชิญวิทยากรชื่อดังร่วมเสริมสร้างความรู้พร้อมแนะเคล็ดไม่ลับสร้างมูลค่าเพิ่มและช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับผลิตภัณฑ์สินค้ากองทุนหมู่บ้าน เพื่อเสริมสร้างสร้างความก้าวหน้า ความเข้มแข็งให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ในการช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพรภายใต้มาตรฐานกองทุนหมู่บ้านให้เกิดเป็นรูปธรรมและมีความเป็นสาก

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ตามแนวประชารัฐเพื่อสร้างเสริมรากฐานของประเทศให้มั่นคงโดยร่วมมือกับภาคเอกชนผนึกกำลังจัดโครงการ “การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพรตามแนวประชารัฐ” ให้เป็นโครงการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการมีรายรายได้ และสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากจากการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมในการทำงานและปฏิบัติงานอย่างแท้จริง ซึ่งในเร็วๆนี้คาดว่าจะมีการนำผลิตภัณฑ์จากโครงการนี้ไปสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายไว้ในสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศและต่อยอดทางธุรกิจเพื่อขยายช่องทางการค้าส่งออกไปยังต่างประเทศในอนาคต เพราะตลาดสมุนไพรไทยนั้นมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในหลายๆประเทศทั่วโลก

ด้าน รองศาสตราจารย์นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติกล่าวถึงโครงการนี้ว่า “การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านโดยถือว่าเป็นรากฐานของประเทศ อีกทั้งเป็นช่องทางเสริมสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืนด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างบูรณาการ นอกจากนี้ยังได้ตระหนักถึงการส่งเสริมการมีรายได้ของประชาชน โดยลักษณะการจัดโครงการมีการเปิดโอกาสให้ตัวแทนชุมชนและตัวแทนสมาชิกกองทุนหมู่บ้านเข้าร่วมรับการอบรม โดยสรรหาจากสมาชิกจากกองทุนหมู่บ้านในเขตปริมณฑล มาร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการและลงมือปฏิบัติการทดลองทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร เช่น สบู่ แชมพู โลชั่น จากการอบรมในโครงการ

 

S__10354707

ด้าน ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ที่ปรึกษาโครงการกิตติมศักดิ์ กล่าวว่า การจัดทำหลักสูตร “การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ” ได้มองเห็นถึงความสำคัญและประสิทธิภาพของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านจากเดิมที่ผลิตสินค้าได้ดีอยู่แล้ว แต่เราต้องทำให้เกิดการบริหารจัดการและยกระดับพร้อมทั้งเรียนรู้กลยุทธ์แห่งความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ให้ชุมชน จึงได้เชิญชวนผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงมาให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่เข้ารับการอบรม อาทิ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ คุณพรต เสตสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ซึ่งจะมาร่วมให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้กับผู้เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ด้วยด้าน ดร. ฤทธิกร ศิริประเสริฐโชค รักษาการแทนรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า“โครงการนี้มีตัวชี้วัดผลสำเร็จ คือการที่ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรขึ้นมาด้วยตัวเองได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยการประยุกต์ใช้จากวัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมทั้งขยายต่อให้กับคนในชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ และในการประเมินผลสำเร็จของผู้เข้าอบรม เราจะมีการเลือกกองทุนตัวอย่างเพื่อลงตรวจวัดและประเมินประสิทธิภาพหลังจากที่ได้เข้าร่วมรับการอบรม เพื่อเป็นการกระตุ้นความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาสินค้าของกองทุนตัวเองด้วย”

ด้าน เจ้าคุณพระอุดรคณารักษ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กล่าวว่า “ทางวัดเห็นด้วยกับการที่ญาติโยมจะนำสินค้าสมุนไพรผลสำเร็จของโครงการ การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐครั้งนี้ ไปร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในลักษณะตลาดประชารัฐ ร่วมกับกิจกรรมสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาที่ทางวัดได้จัดขึ้นโดยทางวัดไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดการเปิดตลาดประชารัฐในวัดโพธิ์ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นส่วนหนึ่งในงานถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะวัดโพธิ์มีโรงเรียนนวดที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมหาวิทยาลัยการนวดแผนไทยแห่งแรกของโลก อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ชุมชนมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรมากมาย และยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเยี่ยมชมความงดงามภายในวัดมากมาย ซึ่งจะเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับญาติโยมทั้งหลายได้ทำมาหากินด้วยอาชีพสุจริตและได้แสดงศักยภาพด้านสมุนไพรไทยในสายตาชาวต่างชาติด้วย”

ทั้งนี้การอบรมเชิงปฏิบัติการ“การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ” ริเริ่มจากแนวคิดของ รองศาสตราจารย์นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่ต้องการสนองนโยบายภาครัฐตามแนวทางประชารัฐ และการพัฒนาสินค้ากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองไปพร้อมกัน ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีช่องทางการตลาดที่สามารถสร้างเป็นโอกาสทองได้หลายรูปแบบ โครงการนี้นอกจากจะมีการเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ประยุกต์มาจากวัตถุดิบท้องถิ่นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอางค์สมุนไพรแล้ว ยังมีการให้ความรู้ด้านการเพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สอนเทคนิคการตลาดให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์และรายละเอียดโครงการได้ที่เพจ“การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ” หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) 200 หมู่ 4 อาคารจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนลทาวเวอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี 11120. โทร. 0-2100-4209