ชาวนาเมืองช้าง ตามรอยในหลวง ร.9 ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาแก้ปัญหาวิกฤตข้าว

ชาวนาเมืองช้าง ตามรอยในหลวง ร.9 ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาแก้ปัญหาวิกฤตข้าว ด้วยการพออยู่พอกิน และพึ่งพาตนเอง

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ชาวนาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ทั้ง 20 อำเภอ กำลังเร่งเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข 15 ที่กำลังเหลืองอร่ามสุกเต็มพื้นนา การเก็บเกี่ยวข้าวชาวนาต้องจ้างรถเกี่ยวข้าวในราคาไร่ละ 500-550 บาทต้องนำมาตากให้แห้งแล้วค่อยนำไปขาย ยังโรงสีใกล้บ้าน ราคาข้าวเปลือกตกต่ำสุดขีดอยู่ที่กิโลกรัมละ 5-6 บาท โรงสีจะรับซื้อข้าวเปลือกความชื้นไม่เกินร้อยละ 30 เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 6,000 กว่าบาท ส่วนข้าวเปลือกที่เปียกน้ำหรือปลอมปน ราคาจะอยู่ที่ตันละ 5,000 กว่าบาท

ทำให้ชาวนาในหลายๆพื้นที่ ได้ร่วมตัวกัน เพื่อความอยู่รอด ด้วยการหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะชาวนา ที่บ้านไทรทาบ ม.17 ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาแก้ปัญหาวิกฤตราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำในขณะนี้ ด้วยการใช้ชีวิต แบบเรียบง่าย พออยู่พอกิน และที่สำคัญชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่นำข้าวไปให้กับโรงสี หันมาเก็บข้าวไว้ในยุงฉาง แล้วนำไปสีข้าวไปสี ที่โรงสีชุมชน ขนาดเล็ก เพื่อรับประทานในครัวเรือน เหลือค่อยเอาไปขายเอง เป็นข้าวถุงทำมือ กำหนดราคาขายเอง ขนาดบรรจุ 1 ก.ก. ราคา 28 – 30 บาท ข้าวถัง 15 กก. ราคา 450 บาท ระหว่างรอการช่วยเหลือที่ชัดเจนจากทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล คสช.ต่อไป

 

20161030_104419

 
นายพิรัตน์ เมืองไทย ชาวนา บ้านไทรทาบ กล่าวว่า สิ่งที่เราได้ทำการนำความพอเพียง การพออยู่ พอกิน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น มีรายได้พอเลี้ยงตนเองและครอบครัว ไม่เป็นหนี้เป็นสิน พอได้ผลผลิตมาก้พอทะยอยส่งชำระหนี้ได้ ทำให้ยอดหนี้ของชาวบ้านก็ลดลง ตนได้ศึกษาทางอินเตอร์เน็ตได้เห็นแนวคิดของคนญี่ปุ่น ในการกู้หนี้ยืมสินมาทำการเกษตรมันต่างจากคนไทยมาก เครื่องจักรต้องหมดหนี้ที่ละชิ้นก่อน อย่างเช่นรถไถ่หมดงวดก่อนคนญี่ปุ่นเอาถึงจะเอาเครื่องจักรตัวอื่นขึ้นมา ตนก็อยากให้เกษตรกรไทยได้ตระหนักถึงจุดนี้บ้าง ว่าสิ่งไหนจำเป็น เอามาแล้วไม่ใช่ว่ารอรับจ้างเพียงอย่างเดียว ที่ดินเรามีก็สามารถประยุกต์ใช้ มาทำการปลูกพื้น ไร่นาสวนผสม

ด้าน นายพจน์ จันทร์เสนา ผู้ใหญ่บ้านไทรทาบ กล่าวว่า ช่วงนี้ข้าวราคาถูก เพราะฉะนั้นการที่ชาวนาจะอยู่ได้ก็คือการพึ่งพาตนเอง จะทำให้มีชีวิตอยู่รอด ตนได้บอกชาวบ้านว่า เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็อย่าพึ่งพากันขนไปขายให้โรงสี ให้นำไปเก็บไว้ในยุ่งฉากแทน นำมาสีรับประทานเอง และนำมาสีที่โรงสีชุมชนของหมู่บ้าน ก่อนบรรจุใส่ถุงนำไปขายเอง รอให้ราคาข้าวขึ้นก่อน หรือรอการช่วยเหลือที่ชัดเจนจากทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล คสช.ต่อไป

ชาวบ้านไทรทาบกำลังพึ่งตนเองให้มากที่สุด ในส่วนของโครงการจำนำยุ้งฉางข้าว นั้น ตนยังไม่ได้รับหนังสือสั่งการอย่างเป็นทางกา ถ้ามีคำสั่งมาแล้ว ทางตนเองนั้นก็จะประชาสัมพันธ์ให้กับชาวบ้านได้รับทราบต่อไป

นายอำเภอรัตนบุรี ชี้แจง กรณีคลิปดัง สุดดราม่า “ชาวบ้านนัดกันใส่เสื้อแดงแห่กฐิน”

เมื่อ วันที่ 30 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี ผู้ใช้นามเฟสบุ๊คว่า Suphisara Wongaran ได้มีการโพสภาพชาวบ้าน อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ใส่เสื้อแดงแห่งานกฐิน และมีการแชร์เรื่องราวผ่านสื่อโซเซียลมีเดียอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นข่าวดัง เรื่องสุดดราม่า เพียงข้ามคืน

ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้โทรศัพท์สอบถามข้อเท็จจริงกับ นายกฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ นายอำเภอรัตนบุรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการแชรในเฟสบุ้คเรื่องการแต่งกายไม่เหมาะสมในงานทอดกฐินในพื้นที่อำเภอรัตนบุรี ขอเรียนชี้แจงรายละเอียดดังนี้ ตามที่มีผู้แต่งกายไม่เหมาะสมมาร่วมงานทอดกฐิน ที่ บ.หนองกระทุง ม.1 ต.เบิด อ.รัตนบุรี นั้น

 

s__14983412
เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที้ 22 ต.ค. 59 เวลา 21.00 ตนเอง พร้อมด้วย ปลัดอาวุโส เจ้าหน้าฝ่ายปกครอง จนท.ตำรวจ สภ.รัตนบุรี กำนันตำบลเบิด นายก อบต.เบิด ผู้ใหญ่บ้านม.1 และ จนท.ทหารจาก มทบ.25 ได้ลงพื้นที่ บ้านนางคำจันทร์ จำปาหอม บ้านเลขที่ 40/1 ม.1 ซึ่งเป็นบ้านเจ้าภาพทอดกฐิน เพื่อสอบถามสาเหตุที่แต่งกายในลักษณะดังกล่าว ทราบว่าลูกหลานที่อยู่กรุงเทพ สั่งทำโดยด้านหน้ามีข้อความว่า บุญกฐิน 2559 ด้านหลังข้อความ ที่ระลึกคุณตาเภา แก้วกัน อยู่ในใจเสมอ ซี่งถึงแก่กรรมไปแล้ว

โดยสั่งทำล่วงหน้าก่อนพระบาทสมเด็จพระปรมินทร์ทรมหาภูมิพลอดุลย์เดชฯ สวรรคต และได้ใส่มาร่วมงานแห่องค์กฐินด้วยเจตนาบริสุทธิ์ และได้ติดริบบิ้นสีดำไว้อาลัยทุกคน ทั้งนี้ นายอำเภอรัตนบุรี และคณะได้ไปขอความร่วมมือได้กำชับให้ทราบว่า ขณะนี้ อยู่ในช่วงไว้ทุกข์ จึงขอให้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เหมาะสม คือชุดสีดำ หากไม่มีให้แต่งกายด้วยสีพื้น เรียบๆ ซึ่งเจ้าภาพได้เข้าใจ และยืนยันว่าจะไม่แต่งกายไม่เหมาะสมอีก และในวันทอดกฐิน เมื่อ 23 ตค 58 ก็ไม่มีผู้ใดแต่งกายเช่นนี้อีก

ชาวนาเมืองช้าง กราบพระแม่โพสพช่วย หลังขาดทุนหนัก ราคาข้าวเปลือกตกต่ำในรอบ 50 ปี

ชาวนาเมืองช้าง กราบพระแม่โพสพช่วย หลังขาดทุนหนัก ราคาข้าวเปลือกตกต่ำในรอบ 50 ปี วอนนายกรัฐมนตรี-รัฐบาลคสช.เร่งดันราคาข้าวหอมมะลิจาก กก.ละ 5-6 บาท เป็น 15 บาท

ชาวนาเมืองช้างกราบพระแม่โพสพช่วย หลังขาดทุนหนัก ราคาข้าวเปลือกตกต่ำในรอบ 50 ปี วอนนายกรัฐมนตรี-รัฐบาลคสช.เร่งดันราคาข้าวหอมมะลิจาก กก.ละ 5-6 บาท เป็น 15 บาท

เมื่อ วันที่ 27 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ชาวนาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ จำนวนมากที่เก็บเกี่ยวข้าว กข 15 หรือ ข้าวหอมมะลิ ในนาข้าวกันแล้ว และต่างพากันนำข้าวเปลือกมาตากไว้ตามถนน หนทาง ที่สาธารณะ ทางหลวงชนบท ระหว่างหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก มีระยะทางการตากข้าวเปลือกยาวไกลหลายสิบกิโลเมตร เมื่อชาวนานำไปขายให้กับโรงสีข้าวรับซื้อ แบบหักลบ ความชื้น สิ่งเจือปน ให้กิโลกรัมละ 5-6 บาท อย่างมากที่สุดไม่เกินกิโลกรัมละ 6.5 บาท หรือราคาเพียงตันละ 6,200 – 6,300 บาทเท่านั้น และเมื่อหักค่าความชื้นและสิ่งเจือปนแล้วชาวนาจะได้รับเงินเพียงตันละไม่เกิน 6,000 บาท ทำให้ประสบปัญหาภาวะการขาดทุนหนักที่สุดในรอบ 50 ปี ชาวนาทุกคนลำบากและกำลังประสพปัญหาหนี้สินตามมาอีกเป็นจำนวนมาก

 

img_5351

ชาวนาลงทุนค่อนข้างสูงมาก ทั้งค่าจ้างไถดะ ไถแปร ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยเคมี ค่าสารเคมี ค่าจ้าง เงินกู้ ธ.ก.ส. และต้องจ่ายค่าแรงงานเก็บเกี่ยว 300 บาทต่อคนต่อวัน ค่าจ้างรถเกี่ยวนวด 500 บาทต่อไร่ ค่าขนส่ง 1 ไร่ ลงทุนมากกว่า 5,000 บาท ขายข้าวได้ 5,000-6,000 บาท จึงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ชาวนาอยู่ได้ต้อง 13-15 บาทต่อกิโกโลกรัม ชาวนาหมดที่พึ่งได้แต่พากันกราบพระแม่โพสพ หรือข้าวเปลือก ที่นำมาตากไว้ให้แห้งก่อนนำไปขาย วิงวอนผ่านสื่อมวลชนถึง ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้หาทางช่วยชาวนาอย่างเร่งด่วน

นางญาติ ม่วงศรี อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 ต.ลำดวน อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ชาวนา กล่าวว่า ข้าวกิโลกรัมละ 5 บาท มาม่าซองละ 7 บาท มันไม่คุ้มเลยข้าว มันถูก ขอให้มันเพียงกว่านี้อีกสัก ก.ก.ละ 15 บาทก็ยังดี ส่วนค่ารถเกี่ยวข้าวก็ยังปกติเหมือนเดิม ไร่ละ 500 บาท ข้าวแพง ข้าวถูกก็ไร่ละ 500 บาท มาขายข้าวหอมมะลิได้ ก.ก.ละ 5 บาท 5.50 บาท หรือ 6 บาทตาม คุณภาพและความชื้นงของข้าว ถ้าว่าจะคุ้ม ไหมคุ้ม ก็ไม่คุ้มหรอกแต่ก็จะทำอะไรได้ ก็อาชีพเราทำแล้ว จะเลิกอาชีพชาวนาก็ไม่ได้ เพราะภาระหนี้สินรุงรัง ทั้ง ธกส. สหกรณ์การเกษตร อยากให้ ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ช่วยพยุงราคาข้าวเปลือก สูงขึ้นกว่านี้สักนิดหน่อย ก.ก.ละ 15 บาทก็ยังดี ถ้าราคาข้าวตกต่ำกว่า ก.ก.ละ 5 บาทชาวนาไทยต้องตายกันหมดแน่

 

 

img_5347

 

ด้าน นางบังอร เกษมสูง อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 ม.16 ต.ลำดวน อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ชาวนา กล่าวว่า ปัจจุบันชาวนาจะพากันตายกันหมดแล้ว ใครจะช่วยก็รีบช่วย ชาวบ้านไม่รู้จะไปร้องขอความช่วยเหลือจากใครได้ ผลสุดท้ายก็ได้แต่ ขอนางธรณี เจ้าที่ เจ้าภูมิ และพระแม่โพสพให้มาช่วยให้ข้าวได้ขึ้นราคามากกว่านี้หน่อย

ผู้ว่าฯ จ.สุรินทร์ กลับลำ ! อ้างมติคณะรัฐมนตรี ให้มีการจัดงานแสดงช้างดังเดิม!!??

ผู้ว่าฯพลิกลิ้น..เรียกประชุมหัวหน้าส่วนพร้อมภาคเอกชน อ้างรองนายกรัฐมนตรีส่งสัญญานดันทุรังให้จัดงานช้างต่อ ขณะที่โลกโซเชีบลกระหน่ำ สะท้อนมุมมองและความคิดเห็นได้นับแสน ไม่เห็นด้วยควรงด งานรื่นเริงประจำปี เพื่อร้อยดวงถวายความอาลัยพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อเวลา 15.45 น.วันที่ 26 ตุลาคม 2559 นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดการประชุมทบทวนการจัดงานแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ โดยเชิญหัวหน้าส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือทบทวนการจัดงานแสดงช้าง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์อ้างว่า รองนายกรัฐมนตรีส่งสัญญานให้จังหวัดสุรินทร์ดำเนินการจัดงานแสดงช้างตามเดิม ซึ่งก่อนหน้านี้จังหวัดสุรินทร์เคยมีมติ ครั้งที่ 1 ให้เลื่อนการจัดงานช้างสุรินทร์ ครั้งที่ 2 จังหวัดสุรินทร์ประกาศงดจัดงานช้างและงานกาชาดจังหวัดสุรินทร์ เพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสร้างความพอใจให้กับชาวสุรินทร์เป็นอย่างมาก

ในขณะที่ตัวแทนชาวช้างได้ลุกขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมว่า ที่ผ่านมาควาญช้างทุกคนก็เห็นด้วยที่จังหวัดสุรินทร์ประกาศงดการแสดงช้าง เพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพ่อหลวง เนื่องจากควาญช้างทุกคนไม่มีกระจิตกระใจบังคับช้างเข้าร่วมแสดง เนื่องจากยังคงเศร้าโศกเสียใจต่อความสูญเสียของคนไทยทั้งชาติ แต่หากจังหวัดต้องการจัดให้มีการแสดงช้าง ชาวช้างก็ต้องให้ความร่วมมือ

ด้านสื่อมวลชนสุรินทร์ได้กล่าวต่อที่ประชุม ขอสนับสนุนให้งดการจัดแสดงช้างไป 1 ปี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงงานมา 70 ปี หากชาวสุรินทร์สามารถแสดงออกถึงความอาลัย ประกาศยกเลิกการจัดงานช้างเพียงแค่ 1 ปี จึงเป็นเรื่องที่ชาวสุรินทร์ส่วนใหญ่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตามนายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า รับทราบถึงความรู้สึกของชาวสุรินทร์ที่ขอให้งดการจัดงานแสดงช้าง แต่ทางจังหวัดต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่ประกาศให้งานช้างเป็นการแสดงของชาติ งานช้างจึงไม่ใช่เป็นเพียงของคนสุรินทร์เท่านั้น แต่เป็นของคนไทยทั้งชาติด้วย อีกทั้งการที่จังหวัดสุรินทร์กลับมาจัดงานช้างดังเดิม คนสุรินทร์ควรจะมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศให้มีการจัดงานแสดงช้างดังเดิม พร้อมรวบรัดให้คณะกรรมการประกาศฉากต่างๆที่จะมีการแสดงขึ้น และประกาศเปลี่ยนชื่อการจัดงานเป็น “งานช้างรวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง” ระหว่างวันที่ 17 – 20 พฤศจิกายน 2559 นี้

 

99
ด้าน นายพราวุฒิ ไวรวัจนกุล ได้โพสในเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุข้อความว่า #ช้างตกหล่ม
เรื่องงานช้างสุรินทร์ ยืนยันจะจัดต่อไปนั้น เป็นประเด็นที่ยอมรับกันได้ ในแง่อำนาจหน้าที่นั้นทำได้ ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีอธิบาย สร้างความชอบธรรมครับ ข้ออ้างว่า งานช้างเป็นงานระดับประเทศ ไม่ใช่งานจังหวัด จังหวัดสุรินทร์ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ อันนี้ถอยหลังลงคลอง ลงโคลนตมเลย
เราต่างก็รู้ว่า งานช้างที่งดจัดปีนี้ เพราะเสียงมหาชน เพราะพลังของโซเชี่ยลเนตเวิร์ค ยุคเทคโนโลยีข่าวสาร พริบตาเดียวก็สะท้อนมุมมองและความคิดเห็น ได้นับหมื่นนับแสน เหตุที่วัฒนธรรมชุมชนคนกับช้าง รักษาและสืบสาน มาอย่างยาวนาน เพราะชาวสุรินทร์ให้คุณค่าและรักษาหวงแหนสืบเนื่องกันมา มาถึงยุคที่ตกต่ำ อ่อนแอ จนงานช้างและงานกาชาด กลายเป็นสินค้าที่เปิดประมูล แสวงหาประโยชน์ จนละเลย มองข้ามคุณค่าความงดงามในอดีต ก็ด้วยอำนาจสั่งการ จากภายนอกนั่นเอง

ชาวสุรินทร์คือเจ้าของวัฒนธรรมของเขาเอง มิใช่บอกว่า เป็นเรื่องของผู้บริหารราชการ
จะมีอำนาจกำหนดได้โดยฝ่ายเดียว เจ้าของวัฒนธรรม กำหนดทิศทางการจัดการตนเองไม่ได้…
เป็นวิธีอธิบายแบบไม่สร้างสรรค์แต่อย่างใด

มติคณะกรรมการจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดประจำปี 2559 งดจัดงานในปีนี้ ทุกกิจกรรม !!

มติคณะกรรมการจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดประจำปี 2559 งดจัดงานในปีนี้ ทุกกิจกรรม !!

มติคณะกรรมการจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดประจำปี 2559 งดจัดงานในปีนี้ทุกกิจกรรม เพื่อร่วมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

เมื่อวันที่ 21 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ คณะกรรมการจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดปี 2559 โดยมีนายอรรถพร สิงหวิชัย ผุ้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และคณะกรรมการจัดงานจากทุกภาคส่วนของจังหวัดที่ได้รับแต่งตั้งขึ้น ได้มีการจัดประชุมเพื่อหารือกำหนดจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดปี 2559 ซึ่งจะมีขึ้นใน 11-22 พฤศจิกายนนี้ แต่สืบเนื่องจากสำนักพระราชวังได้ประกาศเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 รัฐบาลได้ประกาศให้งดจัดงานรื่นเริง 30 วัน ซึ่งต่อมาได้มีการเลื่อนการจัดงานออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์

 

 

img_6649

การประชุมในครั้งเป็นการประชุม เพื่อขอความคิดเห็นในแต่ละฝ่ายเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในการจัดงาน ซึ่งมีการประเมิน จากหลายภาคส่วนร่วมทั้งความคิดเห็นจากประชาชนจากสังคมออนไลน์ในจังหวัดสุรินทร์ เห็นสมควรในการจัดงานในปีนี้หรือไม่ ซึ่งส่วนมากจะมีการแสดงความคิดเห็นไม่สมควรจัดงานในปีนี้ขอให้งดทุกกิจกรรม

เช่นเดียวกันกับคณะกรรมการหลายคนก็ไม่เห็นด้วย ควรงดจัดงานปีนี้ในทุกกิจกรรม โดยเฉพาะตัวแทนชาวช้างที่จะร่วมแสดงในงานปีนี้ยืนยันชัดเจนไม่สมควรและชาวช้างไม่มีจิตใจที่จะร่วมแสดงมอบความสนุกในช่วงที่มีการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย ซึ่งในที่สุดคณะกรรมการจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดจังหวัดสุรินทร์ ปี 2559 มีความคิดเห็นและมีมติพร้อมกันทั้งหมดให้งดจัดงานในปีนี้ทุกกิจกรรม ทั้งการเลี้ยงต้อนรับช้าง การแสดงช้าง งานกาชาด และทุกงานที่เกี่ยวกับงานช้าง เนื่องจากเป็นช่วงถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

วิทยาลัยอาชีวะสุรินทร์ ระดมผลิตริบบิ้นดำ 39,990 ชิ้นแจกฟรี ให้แก่ประชาชน

วิทยาลัยอาชีวะสุรินทร์ระดมผลิตริบบิ้นดำ 39,990 ชิ้นแจกฟรีให้แก่ประชาชน ทดแทนการขาดแคลนเสื้อสีดำและมีราคาสูง

เมื่อ วันที่ 21 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.00 น. ที่บริเวณ ห้องโถง ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัด นายวัฒนา ตังวัฒนา ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวะศึกษาสุรินทร์ นำคณะครู บุคลากร และตัวแทนนักเรียน-นักศึกษา ที่ร่วมกันระดมจัดทำริบบิ้นดำ สำหรับแจกฟรีให้แก่ประชาชน ทดแทนการขาดแคลนเสื้อสีดำและมีราคาสูง ได้กลัดแทน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร โดยนำริบบิ้นสีดำมามอบให้จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 39,990 ชิ้น เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับอำเภอต่างๆ มอบให้ประชาชนต่อไป
นายวัฒนา ตังวัฒนา ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวะศึกษาสุรินทร์ กล่าวว่า วิทยาลัยอาชีวะศึกษาสุรินทร์ได้จัดทำริบบิ้นหรือโบว์ เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไปได้กลัดแทนการส่วมใส่เสื้อสีดำ ซึ่งขณะนี้ประสบภาวะการขาดแคลน และมีราคาสูงมาก ทางวิทยาลัยอาชีวะศึกษาสุรินทร์ได้จัดทำริบบิ้นหรือโบว์ เพื่อถวายความไว้อาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มอบให้กับทางจังหวัดสุรินทร์ เพื่อที่จะให้จังหวัดมอบให้กับทางนายอำเภอนำไปแจกจ่ายให้ทั่วพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ต่อไป

โดม ปกรณ์ -หนึ่ง ETC จัดกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” ถวายเป็นพระราชกุศลฯ

โดม ปกรณ์ ลัม และ หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท (หนึ่ง ETC) สองศิลปินใจบุญจิตอาสา ร่วมกับโครงการธรรมช้าง จัดกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อวันที่ 19 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อนุสาวรีย์พระยาสุนทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก นางสาวกัตติกา ตั้นจัด ผู้ช่วยผู้กำกับสารคดี “วันช้างโลก” และผู้นำกลุ่มธรรมช้าง ได้นำสมาชิกกลุ่มธรรมช้าง แถลงข่าวการจัดกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ย.59 วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวด้วยความใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการท่องเที่ยว โดยเสริมสร้างความเข้มแข็งในสังคมและสิ่งแวดล้อม และเงินบริจาคนำไปสมทบให้แก่ วันช้างโลก มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ และช่วยเหลือช้างเลี้ยงในจังหวัดสุรินทร์ โดยความร่วมมือจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย( ททท.)สำนักงานสุรินทร์ และ องค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์

มีศิลปินชื่อดัง จิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้คือ โดม ปกรณ์ ลัม และ หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท (หนึ่ง ETC) สองศิลปินใจบุญ ร่วมกับโครงการธรรมช้างธรรมช้าง Eleesystem เป็นกลุ่มบุคคลไม่แสวงผลประโยชน์ที่ ได้ศึกษาสภาวะความเป็นอยู่ของช้างเลี้ยงในปัจจุบัน คำนึงถึงการอยู่รอดของควาญกับช้าง ปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมคนเลี้ยงช้างและระบบนิเวศ จึงดำเนินการจัดกิจกรรมมุ่งเน้นให้ความรู้ เพื่อตระหนักถึงคุณค่าของช้าง แนวทางการช่วยเหลือช้างที่ถูกต้องเหมาะสม โดยไม่แสวงผลกำไร รายได้จากการบริจาค 15% สมทบบริจาคให้วันช้างโลก World Elephant Day (www.worldelephantday.org) เพื่อช่วยเหลือช้างทั่วโลก 15% สมทบบริจาคให้มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ Elephant Reintroduction Foundation (www.elephantreintroduction.org)

เพื่อช่วยเหลือช้างเร่ร่อนให้ได้คืนสู่ธรรมชาติ และ 70% นำไปช่วยเหลือช้างในจังหวัดสุรินทร์ซึ่งมีช้างเลี้ยงมากกว่า 200 เชือกในหมู่บ้านตากลาง ให้มีแหล่งอาหารและน้ำที่เพียงพอ มีสุขภาพที่ดี พัฒนาระบบนิเวศ พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้และการร่วมตระหนักถึงดังกล่าวไปยังทั่วประเทศไทย

กำหนดจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 7 – 8 พฤศจิกายน 2559 ปลูกพืชอาหารช้าง และ ฉายสารคดี “Return to the Forest” พบกับคุณโดม ปกรณ์ ลัม และคุณหนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท วันที่ 7 พ.ย.59 กิจกรรมปลูกพืชอาหารช้าง ณ โรงเรียนบ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ และโรงเรียนในชุมชน รวมไปถึงควาญช้างในพื้นที่ วันที่ 8 พ.ย. 59 ฉายสารคดี“Return to the Forest” สารคดีในการประกาศวันช้างโลก ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ กิจกรรมสร้างสุข ภายใต้ชมรม To Be Number One ชมนิทรรศการช้างและระบบนิเวศ โดยชมรมทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ และกิจกรรมจากศิลปินที่เข้าร่วมสนับสนุนธรรมช้าง เงินบริจาคนำไปสมทบให้แก่ วันช้างโลก มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ และช่วยเหลือช้างเลี้ยงในจังหวัดสุรินทร์

 

 

6

นางสาวกัตติกา ตั้นจัด ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนต์ “วันช้างโลก” และผู้นำกลุ่มธรรมช้าง กล่าวว่า ทีม ธรรมช้าง มาจาก ธรรมชาติ และ ช้าง ได้จัดกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง” เนื่องจากได้เห็นความสำคัญของชาติและระบบนิเวศ จึงอยากจะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับช้างและระบบนิเวศให้คนส่วนมากได้ทราบ เพราะคนส่วนใหญ่รู้แต่ว่าช้างเป็นสัตว์ใหญ่ เป็นสัญลักษณ์คู่บ้านเมือง เป็นสัตว์รูปร่างใหญ่ ฉลาด และแสนรู้ แต่น้อยมากที่คนส่วนใหญ่จะเล็งเห็นความสำคัญของเขา ที่มีต่อธรรมชาติ และระบบนิเวศจริง ๆ เพื่อปรับให้ช้างอยู่ได้ ระบบนิเวศก็คงอยู่ ถ้ามีช้างระบบนิเวศยังคงอยู่ ถ้ามีระบบนิเวศช้างยังคงอยู่ โดยที่ไม่คำนึงถึงแต่เรื่องราวของการท่องเที่ยวจนมากเกินไป

สำหรับกิจกรรม “คืนธรรมชาติให้ช้าง”วันที่ 7-8 ต.ค.59 เราได้รับเกียรติจาก คุณโดม ปกรณ์ ลัม และคุณหนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท(หนึ่งETC) มาเป็นศิลปินในการร่วมกิจกรรม วันที่ 7 พ.ย.59 กิจกรรมปลูกพืชอาหารช้าง ณ โรงเรียนบ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ และโรงเรียนในชุมชน รวมไปถึงควาญช้างในพื้นที่ วันที่ 8 พ.ย. 59 ฉายสารคดี“Return to the Forest” สารคดีในการประกาศวันช้างโลก ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ โดยกิจกรรมและเงินบริจาค นำไปสมทบให้แก่ วันช้างโลก มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ และช่วยเหลือช้างเลี้ยงในจังหวัดสุรินทร์ ร่วมถวายความอาลัย และร่วมกันทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

Homepage