“แม่ทัพภาค2” พบสื่อ 5 จว.อีสานใต้ ขอสื่อสร้างสมานฉันท์ปรองดอง

28 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมโรงแรมทองธารินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 25 จัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ระดับภาคในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 โดยมี พลโทวิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน พร้อมด้วย นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และ พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์สุเมธ ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ ให้เกียรติร่วมในพิธี และมีสื่อมวลชนจากจังหวัดสุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ จำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วมรับฟัง

เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน อยู่ในระยะที่ 3 ตามโรดแมปของรัฐบาล นั้นคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และการจัดการเลือกตั้ง จึงมีการจัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ระดับจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งนี้ ขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม จากสื่อมวลชนทุกแขนง 5 จังหวัดอีสานตอนล่าง โดยมีกิจกรรมการเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ระหว่างพี่น้องสื่อมวลชน ในการนำเสนอข่าวครั้งนี้ จะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะทำให้สื่อมวลชนทุกท่านได้ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างกัน เพื่อขจัดปัญหาข้อขัดแย้งของสังคม อันเนื่องมาจากการรับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง และสามารนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง มีแหล่งข้อมูลชัดเจน อันจะนำมาซึ่งความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ ตามกรอบแบบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีงามของไทยต่อไป

พลโทวิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า โครงการสื่อมวลชมสัมพันธ์ จัดขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าอก เข้าใจกัน เพื่อความปรองดอง และสามัคคีของคนในชาติ ช่วงนี้เป็น ระยะที่ 3 ตามโรดแมปของรัฐบาล นั้นคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และการจัดการเลือกตั้ง เรียบร้อยแล้ว ในช่วงนี้ ทางรัฐบาล คสช.ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ขึ้นมาดูแลเรื่องดัวกล่าวโดยตรง ดังนั้นสิ่งที่ยืนยันมาตลอดก็คือสื่อมวลชนมีความสำคัญต่อการสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอีสานตอนล่าง ที่แม้จะมีเกิดวิกฤติทางการเมือง หรือความขัดแย้งของเพื่อนบ้าน แต่ก็ไม่เคยเกิดเหตุร้ายแรง หรือบานปลาย สามารถที่จะรักษาความสงบสุขเอาไว้ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวจนเกิดความมั่นคง เช่นเดียวกับการนำเสนอเรื่องสื่อประชารัฐระดับท้องถิ่นที่จะสร้างประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างความปรองดอง ซึ่งจะสนับสนุนเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวอีกว่า สิ่งที่ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับก็คือปัญหาภัยแล้งที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ และแก้ไขให้ประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมฝากข้อคิดต่อสื่อมวลชน และผู้ใต้บังคับบัญชา ขอให้ทุกคนมีจิตสำนึก มีจรรยาบรรณ มีระเบียบวินัย เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ที่แม้จะแตกต่างกัน แต่หากทุกฝ่ายปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัดก็จะก่อให้เกิดความสุขสงบ และอยากเห็นพี่น้องสื่อมวลชนให้ความร่วมมือในการสร้างความปรองดองเช่นนี้ตลอดไป.

ขณะที่ตัวแทนสื่อมวลชนจังหวัดสุรินทร์ได้สอบถาม นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับสนามบินศรีณรงค์ ซึ่ง พ่อเมืองช้าง ได้กล่าวว่า ตอนนี่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดต่อระเบียบราชการในบางเรื่อง

ด้านตัวแทนสื่อมวลชนจังหวัดอำนาจเจริญได้เรียกร้องให้ พลโทวิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ผลักดันด่านเศรษฐกิจชายแดนไทยและสปป.ลาว ผ่านทางอำเภอชานุมาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตื่นตัวอย่างมาก.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

ขวัญใจคนใช้แรงงาน!! แม่ค้าเมืองช้างเปิดขายกับข้าวข้างถนนโคตรถูกเพียง 20 บาท หวังช่วยผู้มีรายได้น้อย

27 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในยุคที่เรียกว่าข้าวยากหมากแพงแบบนี้ แม้ว่าแก๊สหุงต้มจะมีอัตราที่สูงขึ้น รวมไปถึงวัตถุดิบที่ถีบตัวสูงขึ้น ทำให้ร้านขายอาหารตามสั่งหรือร้านข้าวแกงหลายร้านมีการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนการผลิต แต่ที่ข้างถนนสายสุรินทร์-ศีขรภูมิ กม.3 บริเวณบ้านจะแกโกน ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ ยังมีร้านขายกับข้าว และข้าวถุงอยู่ร้านหนึ่ง ติดป้ายกับข้าว 20 บาทไว้ที่ข้างร้าน เป็นเพิงหมาแหงน หลังคาคลุมด้วยผ้าใบ พอบังแดด ฝน จัดร้านอย่างเรียบง่าย ขายกับข้าวทุกๆ เมนูในราคาเพียงราคา 20 บาท

นอกจากนี้ยังมี น้ำพริกทุกชนิด ขายเพียงถุงละ 10 บาท และข้าวสวยหอมมะลิสุรินทร์แท้ 100% ก็ขายเพียงถุงละ 5 บาทเท่านั้น จนเป็นขวัญใจของผู้ใช้แรงงานและรถบรรทุกขาประจำ ในช่วงเช้าตั้งแต่ 16.00 ไปจนถึงเวลา 20.00 น. ของทุกวัน มีสารพัดเมนู ต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก กว่า 20 อย่างในแต่ละวัน โดยมี นางคำพอง ทองนาค อายุ 29 ปี อดีตแม่ค้ากับข้าวร้านค้าสวัสดิการห้างสรรพสินค้าชื่อดัง จะเป็นผู้ทำอาหารด้วยฝีมือของตนเอง ด้วยรสชาติที่จัดและธรรมดา จนเป็นที่ถูกปากของผู้ใช้แรงงาน และบรรดาผู้ขับรถบรรทุก ด้วยราคาเพียง 20 บาทเท่านั้น ไม่กลัวการขาดทุน เพราะขายตามราคาต้นทุนที่ลงขายในแต่ละวัน และยึดหลักตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงสอนให้รู้จัก เศรษฐกิจพอเพียง ไม่หวังผลกำไร ได้แค่พออยู่ได้ เพื่อชีวิตก็เพียงพอแล้ว

นางคำพอง ทองนาค อายุ 29 ปี เจ้าของร้านกับข้าว 20 บาท กล่าวว่า แต่ก่อนขายกับข้าวในแคนทีน ห้างโรบินสันสุรินทร์ เป็นร้านค้าสวัสดิการพนักงาน พอหมดสัญญาเช่าก็เลยออกมา มาดูทำเลแถวนี้รู้สึกว่า กับข้าวตอนเย็นยังไม่มีมีเพียงเจ้าเดียว ตนขายกับข้าวข้างในห้าง 20 บาท คิดว่าข้างนอกน่าจะขายได้ เพราะร้าค้าสวัสดิการก็ขายในราคา 20-25 บาทเหมือนกัน ทุกวันนี้ตนขายกับข้าวทุกอย่าง 20 บาท ข้าวเปล่า 5 บาท 7 บาท หรือ 10 บาท ทำเองทั้งหมดเลย  ตั้งแต่ไปจ่ายตลาด ล้างผัก ทำเองกับข้าว ทุกอย่างทำเองหมดเพราะไม่มีลูกจ้าง เมนูที่ได้รับความนิยมคือ แกงคั่วไก่ ต้มแซ่บซี่โครงหมู  ที่ลูกค้าติดใจ ราคาไม่แพง ทุกเมนูเพียง 20 บาท  ที่ขายถูกเพราะเห็นใจลูกจ้างรายวัน และคนใช้แรงงาน มีรายได้วันละไม่กี่ร้อย เงิน 20 บาท เงิน 60 บาทก็สามารถกินกับข้าวได้หลายอย่าง มีรายได้ยืนพื้นวันละ 4,000 บาทเป็นอย่างต่ำ ส่วนกำไรน่าจะวันละ 1,000 บาทก็น่าจะโอเคแล้ว จ่ายตลาดวันหนึ่ง บางที่จ่ายเกินงบนิดหนึ่ง แต่ก็พออยู่ได้ มีกำไรนิดๆหน่อยๆก็ถือว่าพออยู่ได้ เพื่อชีวิต.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

จัดเทศการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ถิ่น เปิดตลาดชาวนาสินค้าเกษตรอินทรีย์

27 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดสุรินทร์ ได้จัดกิจกรรม “เทศกาลปกป้องเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ปี 2560” SAVE SEEDs FESTIVLA 2017 ที่บ้านปันสุข ถนนสระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.วัดสุรินทร์ เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของพันธุกรรมพื้นบ้าน ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นการรักษาอธิปไตยทางด้านอาหารของท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยและไม่ทำลายสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ งานวิชาการ การแสดงพื้นบ้าน ตลาดนัดชาวนา Workshop องค์ความรู้ เวทีแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

นายเกรียงศักดิ์ เวฬุวนารักษ์ อายุ 44 ปี ศูนย์สุขภาพวัดลาด ต.นาโส อ.กุดชุม จ.ยโสธร กล่าวว่า ในชุมชนเราก็มีต้นทุนเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่เป็นหมอชาวบ้าน หรือที่เรียกว่า หมอยากลางบ้าน เป็นระบบเกื้อกูล หมอครอบครัว บางคนมีตำรับนี้ก็ไปรักษาคนนี้ อย่างที่เราทำก็จะเป็นประเภท ยาเดียวบ้าง ยาตำรับบ้าง ยาเดียว อาทิ เช่น ฟ้าทะลายโจร ใช้ทดแทน ยาพาราแซลตามอล รักษาอาการ แก้ไข้ ท้องเสีย เจ็บคอได้ ถ้าเป็นโรคทางกระเพาะอาหาร ปกติใช้ยา แอนตาซิล ถ้าเป็นยาแผนพื้นบ้านก็ใช้ยาขมิ้นชัน ถ้าเป็นท้องอืด ท้องเฟื้อ ก็จะใช้ยาธาตุอบเชย เป็นตัวทดแทนที่จะสร้างทางเลือกให้ชาวบ้าน ชุมชน เริ่มพัฒนาสู่การผลิตยาสมุนไพรพื้นบ้านจากชุมชน ส่งวัตถุดิบให้โรงพยาบาลกุดชุมก็จะผลิตต่อ และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัดยโสธร ส่งโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ เราจะเห็นเส้นทางของยา จากการเดินทางตั้งแต่ต้นนำ มากลางน้ำที่โรงพยาบาลกุดชุม แล้วก็ส่งไปปลายน้ำที่ยังโรงพยาบาลต่างๆ เป็นการบูรณาการ เป้นสืบทอด และต่อยอด ภูมิปัญญาชาวบ้านนำไปสู่ที่เขาเรียกว่า สมุนไพรใส่สูท จากเดิมใส่เสื้อหม้อฮ่อม โดยการประสานงานกับชาวบ้านที่เป็นเครือข่าย

ด้าน  นายอารัติ แสงอุบล ผู้จัดการ มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ 88 ม.7 ต.แกใหญ่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า งานนี้เราตั้งชื่อว่า SAVE SEEDs FESTIVLA 2017 เทศกาลปกป้องเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ประเด็นหลักของงานคือการพูดถึงการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ อันที่สองคือ อาหารการกินพื้นบ้านปลอดภัย อันที่สามพูดถึง เกษตรอินทรีย์ ส่วนพื้นที่ที่เราอยู่กันตรงนี้ เรียกว่า บ้านปันสุข เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ที่ใหม่ แห่งใหม่ของคนสุรินทร์ เป็นศูนย์รวมของการมาเจอกัน เป็นตลาดนัดสีเขียว สุขภาพแผนไทย และมีกิจกรรมหลายๆอย่าง เพื่อรณรงค์ให้คนสุรินทร์หันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องของสุขภาพ และเรื่องอาหารการกิน

วันนี้เจ้าภาพหลักที่เข้ามารวมงานเป็นเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เรามีเครือข่ายเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เยอะมาก 500-600 ครอบครัว วันนี้มาไม่หมด เพราะมีหลายที่ หลายอำเภอ เป็นการเปิดตัวว่าเราจะทำตลาดนัดสีเขียวที่นี้ด้วย ส่วนวันที่จะเปิดยังไม่ชัดเจน แต่วันนี้เป็นการเปิดตัว เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นก่อนว่า มีความเป็นไปได้ไมว่าเราจะร่วมมือกันเปิดตลาดนัดสีเขียวแห่งใหม่ ที่เป็นพื้นที่สุขภาพ ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของคนสุรินทร์ ที่เราจะจัด ณ ที่แห่งนี้ โดยใช้ชื่อว่า ตลาดเขียวปันสุข จะเป็นวันไหน เมื่อไหร่ก็ต้องติดตามอีกสักนิด เพื่อให้การจัดการมันพร้อมมากกว่านี้ บ้านปันสุข อยู่บริเวณถนนเลียบคลองชลประทาน ก่อนถึง สมาคมวี อาร์ กู้ชีพ สุรินทร์  53/1 ชุมชนสระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

ข้าวหมากพารวย!! แม่เฒ่าเมืองช้างรวมกลุ่มห่อข้าวหมากขาย สร้างรายได้เสริมหลังทำนา

25 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบร้านเพิงหมาแหงน จำหน่ายข้าวหมากหวาน ที่บริเวณทางโค้งบ้านตาแบน ม.9 ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบกลุ่มผู้สูงอายุบ้านตาแบน กำลังช่วยกัน ขายข้าวหมากและเร่งกำลังช่วยกันห่อข้าวหมาก ด้วยใบตอง ในมะพร้าว และกลัดด้วยทางมะพร้าว อย่างเรียบง่าย สวยงาม ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ชาติพันธุ์ “เขมรสุรินทร์”โบราณดั่งเดิม เรียกว่า ละหมาก หรือ ข้าวหมากสมุนไพร ใช้ข้าวเหนียวสำหรับทำข้าวหมากถึงวันละ 10 กิโลกรัม คิดเป็นต้นทุนวันละ 300 บาท หรือทั้งหมดต่อเดือนราว 9,000 บาท แต่เมื่อขายเป็นเม็ดเงินหักต้นทุนได้กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณเดือนละ 30,000 บาท

20170225002

ที่สำคัญเป็นข้าวหมากที่ผลิตขึ้นโดยสมุนไพรแท้ และใช้ลูกแป้งสมุนไพรแท้ สูตรข้าวหมาก ภูมิปัญญาชาวบ้าน ชาติพันธุ์ “ เขมรสุรินทร์” โบราณดั่งเดิม ทำให้ได้รสชาติดั้งเดิมของข้าวหมากที่แท้จริง ไม่กลิ่นเปรี้ยว และไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เมื่อรับประทานแล้วจะเกิดรสหวานติดลิ้น และไม่ทำให้เกิดอาการมึนเมา เพราะหมักข้าวเหนียวด้วยลูกแป้งข้าวหมากสมุนไพร ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิดในสัดส่วนที่พอเหมาะ ปัจจุบัน มีทั้งลูกค้าขาประจำ และลูกค้าขาจร ที่เดินทางผ่าน จะแวะซื้อไปรับประทาน และซื้อเป็นของฝากติดไม้ ติดมือกลับบ้านด้วย

2017022500320170225004

นาง ปันแดง สายน้อย อายุ 55 ปี ชาวบ้านตาแบน ต.ท่าสว่าง แม่ค้าขายละมาก หรือ ข้าวหมากสมุนไพร สูตรโบราณ  กล่าวว่า เห็นคนโบราณห่อข้าวหมากให้ลูกหลานกิน ตนก็เลยคิดมาทำห่อขาย ไม่มีใครสอน ทำเอง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเห็นใบตองสวยก็แวะมาอุดหนุน ตนขายอยู่บริเวณ ทางโค้งบ้านตาแบน ม.9 ต.ท่าสว่าง ถนนท่าสว่าง-เมืองลีง สูตรเด็ดอยู่ที่ ความหวาน สะอาด ในแต่ละวันจะต้องเตรียมใบตอง ประมาณ 10 ก.ก. ตัดและก็เช็ดทำความสะอาด ใบมะพร้าว ทางมะพร้าว แล้วก็แช่ข้าวเหนียว และนึ่งข้าวเหนียว ประมาณ 10 ก.ก. แล้วก็นำมาหมักด้วยแป้งข้าวหมาก สมุนไพร และห่อด้วยใบตอง วันหนึ่งจะท้าวหมากประมาณ 10 ก.ก. ใช้เวลาการเตรียม และนั่งห่อ ประมาณ 3 ช.ม. ตนจำหน่ายในราคา ห่อละ 5 บาท ขายเป็นถุงๆ ละ 40 บาท (9 ห่อ) หรือขาย 3 ถุง 100 บาท รายได้ในแต่ละวันไม่แน่นอน ส่วนใบตอง ใบมะพร้าว ตนก็จะเก็บจากหลังบ้านที่ตนปลูกไว้ จึงทำให้มีรายได้ทุกวัน ขายดิบ ขายดี  ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อไปรับประทาน ทำเหยื่อตกปลามั้ง และเป็นของฝากติดไม้ ติดมือไปเป็นของกิน ของฝาก ตนทำแบบนี้มา 2-3 ปีแล้ว พอมีรายได้เสริมหลังจากฤดูการทำนา เลี้ยงครอบครัว

เปิดขายทุกวัน เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่ 07.00-17.00 น.ห่อละ 5 บาท ถุงละ 40 บาท (9 ห่อ) หรือขาย 3 ถุง 100 บาท ใครผ่านไป-มา ถนนท่าสว่าง-เมืองลีง พอเห็นทางโค้งบ้านตาแบน อย่าลืม แวะอุดหนุน เป็นของกิน ของฝาก สนใจสั่งซื้อ ติดต่อ คุณป้า ปันแดง สายน้อย หมายเลขโทรศัพท์ 081-0613959

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

สุดล้ำค่า!! ชาวสุรินทร์ถวายงาช้างเก่าแก่ให้วัดเก็บรักษาเป็นสมบัติของแผ่นดิน คู่พระพุทธศาสนา

24 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร เลขที่ 661 ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร นายสมโรจน์ คูกิจติเกษม ประธานเดอะช้างโนวเลจพาร์ค พิพิธภัณฑ์ช้าง จังหวัดสุรินทร์ และครอบครัว ได้ถวายถวายงาช้างดึกดำบรรพ์ ให้แด่วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร เพื่อเก็บรักษาและอนุรักษ์ให้เป็นของสมบัติชาติ และเป็นสมบัติของแผ่นดินตลอดไป
02242017002
นายสมโรจน์ คูกิจติเกษม ประธานเดอะช้างโนวเลจพาร์ค พิพิธภัณฑ์ช้าง จังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า งาช้างดึกดำบรรพ์คู่นี้ สุดล้ำค่าและประเมินค่ามิได้ เพราะมีอายุหลายล้านปี เป็นมงคลของแผ่นดิน ควรอยู่คู่ศาสนสถานทางพระพุทธศาสนาที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติและต่างชาติ ให้ได้มาเห็นถึงความสำคัญว่า ประเทศไทยมีของดี ทรงคุณค่า อยู่คู่บ้าน คู่เมือง ตนมีศรัทธา และประสงค์แน่วแน่ในการถวายงาช้าดึกดำบรรพ์ เพื่อตั้งไว้คู่พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร แห่งวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหารตลอดไป.
ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

เมืองช้างจัดแคมป์ คนลูกโลกสีเขียว ให้คนรุ่นใหม่ได้พูดคุยประสบการณ์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

18 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.00 น. ที่โรงเรียนบ้านกันตรง  ต.บึง  อ.เขวาสินรินทร์ สุรินทร์  คณะกรรมการรางวัลลูกโลกสีเขียว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำโดย รศ.ดร.บุญยงค์ เกศเทศ ประธานคณะกรรมการ “รางวัลลูกโลกสีเขียว ภาคอีสาน”และคณะ ได้นำกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ต่างๆในภาคอีสาน กว่า 150 คน กลุ่มเยาวชนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว จำนวน 7 กลุ่ม และกลุ่มเยาวชนเครือข่ายลูกโลกสีเขียว (ที่เคยผ่านการกลั่นกรองระดับภาคอีสาน) จำนวน 3 กลุ่ม รวม 10 กลุ่ม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเปิดโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ องค์ความรู้ ประสบการณ์ ในงานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มเยาวชนลูกสีเขียว ให้เป็นเครือข่ายทางด้านแนวคิด อุดมการณ์ องค์ความรู้ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภาคอีสาน โดยมีนายพิณี หาสุข ผู้อำนวยการที่โรงเรียนบ้านกันตรง  และชาวบ้าน ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

02182017003

กิจกรรมโครงการ  จัดค่ายเยาวชน “สานพลังเครือข่ายเยาวชน คนลูกโลกสีเขียว ภาคอีสาน”  ตอน “ตุ้มโฮม ลูกหลานอีสาน ฮัก ดิน นำ ป่า”  ระยะเวลาในการดำเนินการ  2 วัน 1 คืน ระหว่างวันที่  18-19 กุมภาพันธ์ 2560 เนื้อหากิจกรรมประกอบไปด้วย

1.กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมค่าย

2.กิจกรรมถอดบทเรียนผลการดำเนินงานในระดับพื้นที่ และนำเสนอบทเรียนการทำงาน

และกิจกรรมฐานการเรียนรู้และนิทรรศการต่างๆ จำนวน 5 ฐาน ประกอบด้วย

1.กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากปราชญ์ชาวบ้าน

2.กิจกรรมการแสดงออกของกลุ่มเยาวชนลูกโลกสีเขียว

3.กิจกรรมการออกแบบงานเครือข่าย โครงสร้าง กลไกการทำงาน ระบบสื่อสาร การประสานงาน

4.กิจกรรมการสู่ขวัญ / ผูกข้อต่อแขนให้กับเยาวชนทุกคน

5.กิจกรรมประกาศเจตนารมณ์ เครือข่ายเยาวชนลูกโลกสีเขียว

นับตั้งแต่มีการประกวดรางวัลลูกโลกสีเขียวเมื่อ 18 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ต่างๆในภาคอีสานได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้แทบทุกปี ถือว่าเป็นแบบอย่างหรือต้นแบบที่ดี เป็นหน่ออ่อนของการขยายแนวคิดงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดินน้ำป่า ในพื้นที่ภาคอีสาน ทางคณะกรรมการรางวัลลูกโลกสีเขียว เห็นร่วมกันว่า การสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเยาวชนต่างๆข้างต้น ได้มีโอกาสได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่กับงานอนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ จะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ สร้างเครือข่ายงาน สร้างเครือข่ายความคิดให้กับกลุ่มเยาวชน อันจะพัฒนาการไปสู่การประสานความคิด ประสานความร่วมมือ ถักทอไปสู่แนวคิดร่วม อุดมการณ์ร่วม และดำเนินกิจกรรมร่วมกันในอนาคต

เด็กหญิงปวีณา เกสร นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนบ้านอีเซ ต.อีเซ อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า จะทำให้เยาวชนในภาคอีสาน ได้ถูกปลูกฝังในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ให้ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบันว่า ควรจะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบไหน ทำให้ พี่ๆน้องๆที่ได้เข้ามาเรียนรู้ ร่วมกันในแต่ละฐาน ภายในค่ายนี้ ได้มีความรู้และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีประโยชน์มากเมื่อเราร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะจะทำให้โลกเราน่าอยู่มากขึ้น ทุกๆคนจะได้รับการปลูกฝังในเรื่องการปลูกป่า การช่วยเหลือธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าจะคอยทำร้ายธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ฐานนี้เรียนรู้การย้อมผ้าธรรมชาติ จากเปลือกไม้มะดันสด ซึ่งไม่ได้มาจากการตัดไม้ ทำลายป่า แต่เราเอาส่วนที่เหลือจากการเหลาไม้ปิ้งไก่ นำเปลือกมะดันที่ถูกทิ้ง นำมาสร้างประโยชน์มาสกัดเป็นสีย้อมผ้า

02182017004

นายพิณี หาสุข ผู้อำนวยการที่โรงเรียนบ้านกันตรง  กล่าวว่า โรงเรียนบ้านกันตรง  เป็นโรงเรียนเล็กๆมีนักเรียน ณ ปัจจุบัน 78 คน คณะครู 8 คน นักการภารโรง 1 คน รวมแล้วไม่ถึง 100 คน ถือว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เล็กมากในการแบ่งประเภทของโรงเรียน แต่ว่ามันไม่เล็กตามสภาพของโรงเรียน ที่นี้ทั้งเด็กนักเรียน ครู และชุมชน จิตใจทุ่มเทให้โรงเรียน พูดง่ายๆใจใหญ่ ทำงานด้วยใจ จากเคยเป็นโรงเรียนล้าหลัง สภาพโรงเรียนเปลี่ยนผู้บริหาร หกเดือนครั้งหนึ่งเกือบจะถูกยุบ ระยะ 10ปีที่ผ่านมา โรงเรียนบ้านกันตรงจัดว่าเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป สิ่งสำคัญคือการให้ความสำคัญ ด้านปากท้อง ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เน้นจริงคือ วิถีชีวิตเกษตรพอเพียง เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง ตนไม่อยากให้สอนกันแต่ในห้องเรียน แต่เด็กนักเรียนปลุก ผัก ปลูกข้าว ปลูกพืชผักสวนครัวกินไม่เป็น เลยสอนการปลูกพืชผัก การเลี้ยงสัตว์ ต่างๆการทำปุ๋ยหมัก จะเห็นจากข้างหลัง เน้นดูแลสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการเพาะกล้าไม้  ดูแลจัดการเรื่องขยะ  สิ่งที่จะมอบให้เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม สิ่งแรกคือ วิถีชีวิตของคนส่วย หรือกูย ชนพื้นเมืองอำเภอจอมพระ โดยการนำเอาชุมชนมาจำลอง รูปแบบชีวิต ให้ลูกหลานที่เดินทางมาจากทั่วภาคอีสานได้ดู อันที่สองคือกระบวนการเพาะกล้าไม้ ที่เราเรียกว่า เพาะกล้า ปลูกป่า สร้างคน สร้างคนบนถนน การสร้างป่า การเพาะกล้าไม่ได้หมายความว่าเป็นกล้าไม้เพียงอย่างเดียว เป็นกล้าคนน้อยๆ ที่เรากำลังจะเพาะเขา ให้เป็นกล้าไม้แห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ฐานเรียนดูด้านการเกษตร การทำปุ๋ยหมักคุณภาพสูง การเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เด็กจะได้ซึมซับได้สัมผัส  ตนเข้าใจว่าเมื่อเขามาใกล้ จะคุ้มค่า ที่ได้มาสัมผัสโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้

02182017002

ด้าน รศ.ดร.บุญยงค์ เกศเทศ ประธานคณะกรรมการ “รางวัลลูกโลกสีเขียว ภาคอีสาน” กล่าวว่า รางวัลลูกโลกสีเขียว หรือสถาบันลูกโลกสีเขียว ในปัจจุบันเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 18 มีการให้รางวัลมาแล้ว 17 ครั้ง 2 ปีแรกยังไม่มีกลุ่มเยาวชน พอปีที่ 3 เริ่มมีกลุ่มเยาวชนขึ้นมา เพราะว่า อนาคตของชาติ ต้นไม้จะเขียว ทรัพยากรธรรมชาติจะอยู่ได้ อยู่ที่มือของเยาวชน เราก็เลยมีโครงการจัดค่ายเยาวชนขึ้นมา ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แต่ว่าการจัดค่าบบุคคล และชุมชนจัดมา 3 ครั้ง รวมแล้วครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนเราเห็นว่า โรงเรียนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวไปแล้วส่วนหนึ่ง โรงเรียนที่ไปตรวจเยี่ยมที่ยังไม่ได้รับรางวัลส่วนหนึ่ง และโรงเรียนที่สนใจแต่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการอะไรเลยส่วนหนึ่ง ก็จะเอามาเรียนรู้ร่วมกัน รางวัลลูกโลกสีเขียว ได้ให้สิ่งดีงาม สร้างองค์ความรู้ เพื่อให้เยาวชนชุดนี้ ได้ดำเนินการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แทนผู้ใหญ่ใจดีที่ได้มอบหมายให้พวกเรามาทำงานจนกระทั้งทุกวันนี้ หวังว่าประเทศชาติเราจะฝากไว้กับเขาเหล่านี้ ต้นไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าเขา แม่น้ำ ลุ่มน้ำ ห้วยหนองคลอง บึง ทั้งหลาย ทั้งปวงจะอยู่ได้ ด้วยฝีมือของน้องๆเยาวชน ที่เติบโตขึ้นมา ดำเนินการตามแนวทางผู้ใหญ่ที่เคยปฏิบัติมาแล้ว เพราะว่าผู้ใหญ่ก็จะล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ เราจะไม่สามารถยึดมั่นอยู่ได้แต่จ้องฝากสิ่งเหล่านี้ ให้เยาวชนมีสำนึก และทำงานร่วมกันไป จากรุ่นใหญ่ ก็มาดูรุ่นน้อง และมาดูรุ่นเล็กๆต่อไป เพื่อผูกพัน ความสามัคคี กลมเกลียว เหมือนโรงเรียนบ้านกันตรงที่มีผู้ใหญ่โอบอุ้ม คุ้มชู มาตุ้มโฮมกัน ก็เหมือนแม่ไก่กางปีกเรียกลูกๆเข้ามา ลูกก็มาโฮมรวมกัน เรียกว่า ตุ้มโฮม เป็นภาษาท้องถิ่นอีสาน และจะต้องตุ้มโฮมกันต่อไปเรื่อยๆ.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

อดีตทหารดวงเฮง!! คว้ารางวัลรถเก๋ง มูลค่าเหยียบล้าน ในงานพิธีเบิกเนตรรูปเหมือนหลวงปู่ดุลย์ฯ หลังซื้อสลากชิงโชคเพียง 400 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.00 น. ณ อุทยานหลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดป่าโยธาประสิทธิ์ หน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นายวิชัย  ทัศนเศรษฐ์  ประธานกรรมการจัดสร้างอุทยานหลวงปู่ดูลย์  อตุโล พร้อมด้วยนายนุรุทธิ์  เจริญพันธ์  อดีต ส.ว.สุรินทร์ นายพิชิต สายแสงจันทร์ ส.อบจ.สุรินทร์ และคณะกรรมการ ในการจัดสร้างอุทยานหลวงปู่ดูลย์ อตุโล และรูปเหมือนหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ใหญ่ที่สุดในโลก หน้าตักกว้าง 8.09  เมตร สูง 19.20 เมตร. โดยได้รับการสนับสนุนจากการทำบุญของศิษยานุศิษย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมเป็นเงิน 30 ล้านบาท

20170207002

เพื่อเป็นที่ระลึกและศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวสุรินทร์ และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ธรรม และประวัติหลวงปู่ดูลย์ และให้เป็นปูชนียสถานศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวสุรินทร์ และประชาชนทั่วไปทุกสารทิศที่เคารบนับถือหลวงปู่ดูลย์ฯ พร้อมทั้งยัง รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งดินแดนอารยธรรมอีสานใต้

20170207003

คณะกรรมการ ในการจัดสร้างอุทยานหลวงปู่ดูลย์ อตุโล และรูปเหมือนหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ใหญ่ที่สุดในโลก จัดพิธีจับสลากมอบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ ฮอนด้า ซีวิค และโทรศัพท์มือถืออีก 5 เครื่องให้กับผู้โชคดีที่มาร่วมทำบุญในครั้งนี้ด้วย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.พ.60 ที่ผ่านมา สำหรับผู้โชคดีได้รับรางวัลรถยนต์เก๋ง คือ ร้อยตรีประวิทย์ อุดมเดช ข้าราชการบำนาญ ชาว จ.ชลบุรี เดินทางมารับมอบรถยนต์เก๋งยี่ห้อ ฮอนด้า ซีวิต มูลค่ากว่า 700,000 บาท ไปครอบครอง

20170207004

ด้าน ร้อยตรีประวิทย์ อุดมเดช ข้าราชการบำนาญ กล่าวว่า ตนออลี่จากราชการทหาร สังกัด 21 พัน 1 รอ. จ.ชลบุรี ค่ายนวมินราชินี ได้รับโทรศัพท์ ช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 5 ก.พ.60 ตอนแรกคิดว่าถูกพวก 18 มงกุฎหลอกลวง เพราะสมัยรับราชการทหารเคยมีคนถูกหลอกในลักษณะนี้ จึงโทรศัพท์สอบถามเพื่อความแน่ใจ เพราะกลัวจะโดนหลอกอีก เลยให้พี่ชายที่ทำงานการไฟฟ้าสุรินทร์ ติดต่อให้อีกทีว่าเป็นเรื่องจริงมัย พอรู้ว่าเป็นเรื่องจริง ตนดีใจมาก จนบอกไม่ถูก ไม่คิดว่าจะมีบุญกุศลได้รับรางวัลใหญ่ขนาดนี้

จังหวะที่เดินทางมาเยี่ยมพี่ชายที่ จ.สุรินทร์ ได้มารับประทานอาหาร ไอศรีม พี่ฟาร์มเมล่อน ของนายนุรุทธิ์  เจริญพันธ์  อดีต ส.ว.สุรินทร์ ที่อยู่ตรงข้าวการไฟฟ้าจังหวัดสุรินทร์ ตนซื้อซื้อสลากการกุศล ชิงโชค 4-5 ใบ ใส่ชื่อ ตนเอง ลูกชาย และแม่ ปรากฏว่าหลวงปู่ดูลย์ ท่านให้โชค.

ภาพ-ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว