จัดเทศการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ถิ่น เปิดตลาดชาวนาสินค้าเกษตรอินทรีย์

27 ก.พ.60 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดสุรินทร์ ได้จัดกิจกรรม “เทศกาลปกป้องเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ปี 2560” SAVE SEEDs FESTIVLA 2017 ที่บ้านปันสุข ถนนสระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.วัดสุรินทร์ เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของพันธุกรรมพื้นบ้าน ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นการรักษาอธิปไตยทางด้านอาหารของท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยและไม่ทำลายสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ งานวิชาการ การแสดงพื้นบ้าน ตลาดนัดชาวนา Workshop องค์ความรู้ เวทีแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

นายเกรียงศักดิ์ เวฬุวนารักษ์ อายุ 44 ปี ศูนย์สุขภาพวัดลาด ต.นาโส อ.กุดชุม จ.ยโสธร กล่าวว่า ในชุมชนเราก็มีต้นทุนเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่เป็นหมอชาวบ้าน หรือที่เรียกว่า หมอยากลางบ้าน เป็นระบบเกื้อกูล หมอครอบครัว บางคนมีตำรับนี้ก็ไปรักษาคนนี้ อย่างที่เราทำก็จะเป็นประเภท ยาเดียวบ้าง ยาตำรับบ้าง ยาเดียว อาทิ เช่น ฟ้าทะลายโจร ใช้ทดแทน ยาพาราแซลตามอล รักษาอาการ แก้ไข้ ท้องเสีย เจ็บคอได้ ถ้าเป็นโรคทางกระเพาะอาหาร ปกติใช้ยา แอนตาซิล ถ้าเป็นยาแผนพื้นบ้านก็ใช้ยาขมิ้นชัน ถ้าเป็นท้องอืด ท้องเฟื้อ ก็จะใช้ยาธาตุอบเชย เป็นตัวทดแทนที่จะสร้างทางเลือกให้ชาวบ้าน ชุมชน เริ่มพัฒนาสู่การผลิตยาสมุนไพรพื้นบ้านจากชุมชน ส่งวัตถุดิบให้โรงพยาบาลกุดชุมก็จะผลิตต่อ และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัดยโสธร ส่งโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ เราจะเห็นเส้นทางของยา จากการเดินทางตั้งแต่ต้นนำ มากลางน้ำที่โรงพยาบาลกุดชุม แล้วก็ส่งไปปลายน้ำที่ยังโรงพยาบาลต่างๆ เป็นการบูรณาการ เป้นสืบทอด และต่อยอด ภูมิปัญญาชาวบ้านนำไปสู่ที่เขาเรียกว่า สมุนไพรใส่สูท จากเดิมใส่เสื้อหม้อฮ่อม โดยการประสานงานกับชาวบ้านที่เป็นเครือข่าย

ด้าน  นายอารัติ แสงอุบล ผู้จัดการ มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ 88 ม.7 ต.แกใหญ่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า งานนี้เราตั้งชื่อว่า SAVE SEEDs FESTIVLA 2017 เทศกาลปกป้องเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ประเด็นหลักของงานคือการพูดถึงการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ อันที่สองคือ อาหารการกินพื้นบ้านปลอดภัย อันที่สามพูดถึง เกษตรอินทรีย์ ส่วนพื้นที่ที่เราอยู่กันตรงนี้ เรียกว่า บ้านปันสุข เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ที่ใหม่ แห่งใหม่ของคนสุรินทร์ เป็นศูนย์รวมของการมาเจอกัน เป็นตลาดนัดสีเขียว สุขภาพแผนไทย และมีกิจกรรมหลายๆอย่าง เพื่อรณรงค์ให้คนสุรินทร์หันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องของสุขภาพ และเรื่องอาหารการกิน

วันนี้เจ้าภาพหลักที่เข้ามารวมงานเป็นเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เรามีเครือข่ายเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เยอะมาก 500-600 ครอบครัว วันนี้มาไม่หมด เพราะมีหลายที่ หลายอำเภอ เป็นการเปิดตัวว่าเราจะทำตลาดนัดสีเขียวที่นี้ด้วย ส่วนวันที่จะเปิดยังไม่ชัดเจน แต่วันนี้เป็นการเปิดตัว เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นก่อนว่า มีความเป็นไปได้ไมว่าเราจะร่วมมือกันเปิดตลาดนัดสีเขียวแห่งใหม่ ที่เป็นพื้นที่สุขภาพ ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของคนสุรินทร์ ที่เราจะจัด ณ ที่แห่งนี้ โดยใช้ชื่อว่า ตลาดเขียวปันสุข จะเป็นวันไหน เมื่อไหร่ก็ต้องติดตามอีกสักนิด เพื่อให้การจัดการมันพร้อมมากกว่านี้ บ้านปันสุข อยู่บริเวณถนนเลียบคลองชลประทาน ก่อนถึง สมาคมวี อาร์ กู้ชีพ สุรินทร์  53/1 ชุมชนสระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์.

ภาพ – ข่าว / ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว

สุดปลื้ม…วัดใน ต.เทนมีย์ จ.สุรินทร์ เอื้อเฟื้อลานบุญ เป็นลานตากข้าว ช่วยชาวนา

เมื่อวันที่ 4 พ.ย.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ชาวนาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ได้เก็บเกี่ยวข้าวแล้วเป็นจำนวนมาก กำลังประสบปัญหาไม่มีสถานที่สำหรับใช้เป็นลานตากข้าว ชาวนาส่วนใหญ่จำเป็นต้องพากันนำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวได้และมีข้าวชื้นสูงขึ้นไปตากตามท้องถนน หนทาง เพื่อให้ข้าวแห้งเป็นเวลา 1-2 วัน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ใช้ถนน สัญจร ไป-มา ด่าทอและมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดร.พระครูสุเมธจันทสิริ เจ้าอาวาสศิริจันทร์ ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้เปิดพื้นที่ลานวัดศิริจันทร์ เนื้อที่กว่า 10 ไร่ ให้ชาวนานำข้าวเปลือกเข้ามาตากข้าวภายในลานวัดแทนที่จะไปตากตามท้องถนนเสี่ยงต่อการถูกรถเหยียบ พอข้าวเปลือกแห้งได้ที่ก็ขนนำไปเก็บไว้ภายในยุ้งฉางข้าวก่อน เพื่อชะลอการขายออกไป

ชาวนาเทนมีย์ ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ต่างดีใจที่ได้ใช้ลานวัดศิริจันทร์ ประจำตำบลเทนมีย์ เป็นลานตากข้าว โดยชาวนาไม่ต่ำกว่า 10 คน กางตาข่ายสีฟ้ารองพื้น เทข้าวเปลือกเกลี่ยให้กระจายตากแดด ข้าวบางส่วนถูกฝนตกใส่ ทำให้ต้องรีบนำมาตากแดดไม่ให้ข้าวเสียหาย โดยอาศัยลานวัดเป็นลานตาก ชาวน้าต้องผลัดเปลี่ยนกันตาก พื้นที่ตำบลเทนมีย์ปีนี้พบว่า ชาวนาผลิตข้าวได้มาก ข้าวงาม เมล็ดเต็ม แต่พอนำไปขาย โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกสดที่ไม่ได้ตาก กก.ละ 6 บาท ส่วนข้าวเปลือกแห้งตากแดดแล้ว กก.ละ 9 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานเกี่ยวข้าววันละ 300 บาท หรือบางคนใช้รถเกี่ยวข้าวไร่ละ 500 บาท กว่าจะได้ข้าวขึ้นยุ้งฉางก็หมดเกือบหมื่นบาท อย่างไรก็ตาม ชาวนาก็ยังต้องทำนาต่อไปเพราะเป็นอาชีพที่ต้องสืบทอดรักษาไว้

นายพิรุณ ครอบแก้ว กำนันตำบลเทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ถือว่าเป็นความเมตตาของหลวงพ่อ ซึ่งทางวัดมีลานจอดรถพื้นที่กว้าง ในขณะที่เกษตรกรชาวนา เก็บเกี่ยวผลผลิตออกมาก็ต้องนำข้าวเปลือกไปตาก ตามถนนหนทาง ห่วงในเรื่องความปลอดภัยด้านการจราจร หลวงพ่อท่านเมตตาให้ชาวบ้านเข้ามาใช้สถานที่ของวัดได้ ถือว่าเป็นความเมตตาเป็นอย่างสูง ตนในนามตัวแทนของชุมชนก็ขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อเป้นอย่างมาก

นายสมคิด มะลิซ้อน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเทนมีย์ กล่าวว่า การตากข้าวมีความสำคัญมาก เพราะว่าถ้าตากดีข้าวก็จะมีคุณภาพ ถ้าตากโดยธรรมชาติ บนหญ้าหรือในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมคุณภาพข้าวก็จะไม่ได้ ด้วยวัดมีลานธรรม ชาวบ้านเดือนร้อนได้มาใช้สถานที่วัด ปลอดภัย และชุมชนได้ประโยชน์ด้วย โรงเรียน บ้าน วัด ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หลังทางจังหวัดสุรินทร์มีหนังสือให้โรงเรียนช่วยด้วย ใช้เป็นลานตากข้าวของชาวบ้าน ตนก็ยินดีให้ใช้ลานกีฬา ถนน ให้ชาวบ้านมาตากข้าวได้ ถือว่าเป็นมุมมองของหลวงพ่อที่เล็งเห็นประโยชน์ และความเดือนร้อนของชาวบ้าน และมองการไกลมาในเรื่องของความสามัคคี น้อมถวายความจงรักภักดี และเพื่อแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และต้องขอขอบพระคุณหลวงพ่อที่เมตตาชาวบ้านมาโดยตลอด

 

1

ชาวนา ตำเทนมีย์ กล่าวว่า ชาวบ้านได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อในการให้ใช้สถานที่วัด ให้ลูกบ้านและพี่น้องมาตากข้าว ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต นับว่าเป็นสิ่งที่ดี หมู่บ้าน วัด โรงเรียนก็เช่นกัน ที่ให้โอกาสชาวบ้านได้ตากข้าว ช่วงที่ผลิตผลิตออกมา ตนและชาวบ้านจะได้รับความเมตตาทุกครั้งจากหลวงพ่อ

ด้าน ดร.พระครูสุเมธจันทสิริ เจ้าอาวาสศิริจันทร์ ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ได้รับหนังสือจากสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ด้วยแต่จริงๆแล้ว เราโดยสำนึกของความเป็นพระด้วยและความสามัญสำนึก เมื่อเห็นชาวบ้าน ญาติโยม เขากำลังลำบาก การพึ่งพาระหว่างญาติโยมกับวัด ได้มีการพึ่งพาชุมชนสร้างวัด วัดต้องเอื้ออำนวยความสะดวกให้ชุมชนด้วย เข้ากับหลักที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า พระสงฆ์ควรสงเคราะห์ญาติโยม บางครั้งด้วยอามิส ด้วยวัตถุบ้าง และก็ด้วยธรรมบ้าง และควรไปด้วยกันระหว่างวุตถุกับธรรม เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงมีนโยบายช่วยเหลือญาติโยม มองเห็นอุปสรรคสำคัญ การจราจรตามถนน หนทาง ที่กำลังเป็นปัญหาส่วนหลึ่ง ก็อยากเช่นชาวบ้านได้มาช่วยเทลานคอนกรีตวัดก็ควรได้บริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดจนกลายมาเป็น ลานบุญลานธรรมเป็นลานตากข้าวเปลือก อย่างที่เห็นกัน

ชาวนาเมืองช้าง ตามรอยในหลวง ร.9 ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาแก้ปัญหาวิกฤตข้าว

ชาวนาเมืองช้าง ตามรอยในหลวง ร.9 ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาแก้ปัญหาวิกฤตข้าว ด้วยการพออยู่พอกิน และพึ่งพาตนเอง

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ชาวนาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ทั้ง 20 อำเภอ กำลังเร่งเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข 15 ที่กำลังเหลืองอร่ามสุกเต็มพื้นนา การเก็บเกี่ยวข้าวชาวนาต้องจ้างรถเกี่ยวข้าวในราคาไร่ละ 500-550 บาทต้องนำมาตากให้แห้งแล้วค่อยนำไปขาย ยังโรงสีใกล้บ้าน ราคาข้าวเปลือกตกต่ำสุดขีดอยู่ที่กิโลกรัมละ 5-6 บาท โรงสีจะรับซื้อข้าวเปลือกความชื้นไม่เกินร้อยละ 30 เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 6,000 กว่าบาท ส่วนข้าวเปลือกที่เปียกน้ำหรือปลอมปน ราคาจะอยู่ที่ตันละ 5,000 กว่าบาท

ทำให้ชาวนาในหลายๆพื้นที่ ได้ร่วมตัวกัน เพื่อความอยู่รอด ด้วยการหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะชาวนา ที่บ้านไทรทาบ ม.17 ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาแก้ปัญหาวิกฤตราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำในขณะนี้ ด้วยการใช้ชีวิต แบบเรียบง่าย พออยู่พอกิน และที่สำคัญชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่นำข้าวไปให้กับโรงสี หันมาเก็บข้าวไว้ในยุงฉาง แล้วนำไปสีข้าวไปสี ที่โรงสีชุมชน ขนาดเล็ก เพื่อรับประทานในครัวเรือน เหลือค่อยเอาไปขายเอง เป็นข้าวถุงทำมือ กำหนดราคาขายเอง ขนาดบรรจุ 1 ก.ก. ราคา 28 – 30 บาท ข้าวถัง 15 กก. ราคา 450 บาท ระหว่างรอการช่วยเหลือที่ชัดเจนจากทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล คสช.ต่อไป

 

20161030_104419

 
นายพิรัตน์ เมืองไทย ชาวนา บ้านไทรทาบ กล่าวว่า สิ่งที่เราได้ทำการนำความพอเพียง การพออยู่ พอกิน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น มีรายได้พอเลี้ยงตนเองและครอบครัว ไม่เป็นหนี้เป็นสิน พอได้ผลผลิตมาก้พอทะยอยส่งชำระหนี้ได้ ทำให้ยอดหนี้ของชาวบ้านก็ลดลง ตนได้ศึกษาทางอินเตอร์เน็ตได้เห็นแนวคิดของคนญี่ปุ่น ในการกู้หนี้ยืมสินมาทำการเกษตรมันต่างจากคนไทยมาก เครื่องจักรต้องหมดหนี้ที่ละชิ้นก่อน อย่างเช่นรถไถ่หมดงวดก่อนคนญี่ปุ่นเอาถึงจะเอาเครื่องจักรตัวอื่นขึ้นมา ตนก็อยากให้เกษตรกรไทยได้ตระหนักถึงจุดนี้บ้าง ว่าสิ่งไหนจำเป็น เอามาแล้วไม่ใช่ว่ารอรับจ้างเพียงอย่างเดียว ที่ดินเรามีก็สามารถประยุกต์ใช้ มาทำการปลูกพื้น ไร่นาสวนผสม

ด้าน นายพจน์ จันทร์เสนา ผู้ใหญ่บ้านไทรทาบ กล่าวว่า ช่วงนี้ข้าวราคาถูก เพราะฉะนั้นการที่ชาวนาจะอยู่ได้ก็คือการพึ่งพาตนเอง จะทำให้มีชีวิตอยู่รอด ตนได้บอกชาวบ้านว่า เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็อย่าพึ่งพากันขนไปขายให้โรงสี ให้นำไปเก็บไว้ในยุ่งฉากแทน นำมาสีรับประทานเอง และนำมาสีที่โรงสีชุมชนของหมู่บ้าน ก่อนบรรจุใส่ถุงนำไปขายเอง รอให้ราคาข้าวขึ้นก่อน หรือรอการช่วยเหลือที่ชัดเจนจากทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล คสช.ต่อไป

ชาวบ้านไทรทาบกำลังพึ่งตนเองให้มากที่สุด ในส่วนของโครงการจำนำยุ้งฉางข้าว นั้น ตนยังไม่ได้รับหนังสือสั่งการอย่างเป็นทางกา ถ้ามีคำสั่งมาแล้ว ทางตนเองนั้นก็จะประชาสัมพันธ์ให้กับชาวบ้านได้รับทราบต่อไป

ชาวนาเมืองช้าง กราบพระแม่โพสพช่วย หลังขาดทุนหนัก ราคาข้าวเปลือกตกต่ำในรอบ 50 ปี

ชาวนาเมืองช้าง กราบพระแม่โพสพช่วย หลังขาดทุนหนัก ราคาข้าวเปลือกตกต่ำในรอบ 50 ปี วอนนายกรัฐมนตรี-รัฐบาลคสช.เร่งดันราคาข้าวหอมมะลิจาก กก.ละ 5-6 บาท เป็น 15 บาท

ชาวนาเมืองช้างกราบพระแม่โพสพช่วย หลังขาดทุนหนัก ราคาข้าวเปลือกตกต่ำในรอบ 50 ปี วอนนายกรัฐมนตรี-รัฐบาลคสช.เร่งดันราคาข้าวหอมมะลิจาก กก.ละ 5-6 บาท เป็น 15 บาท

เมื่อ วันที่ 27 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ชาวนาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ จำนวนมากที่เก็บเกี่ยวข้าว กข 15 หรือ ข้าวหอมมะลิ ในนาข้าวกันแล้ว และต่างพากันนำข้าวเปลือกมาตากไว้ตามถนน หนทาง ที่สาธารณะ ทางหลวงชนบท ระหว่างหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก มีระยะทางการตากข้าวเปลือกยาวไกลหลายสิบกิโลเมตร เมื่อชาวนานำไปขายให้กับโรงสีข้าวรับซื้อ แบบหักลบ ความชื้น สิ่งเจือปน ให้กิโลกรัมละ 5-6 บาท อย่างมากที่สุดไม่เกินกิโลกรัมละ 6.5 บาท หรือราคาเพียงตันละ 6,200 – 6,300 บาทเท่านั้น และเมื่อหักค่าความชื้นและสิ่งเจือปนแล้วชาวนาจะได้รับเงินเพียงตันละไม่เกิน 6,000 บาท ทำให้ประสบปัญหาภาวะการขาดทุนหนักที่สุดในรอบ 50 ปี ชาวนาทุกคนลำบากและกำลังประสพปัญหาหนี้สินตามมาอีกเป็นจำนวนมาก

 

img_5351

ชาวนาลงทุนค่อนข้างสูงมาก ทั้งค่าจ้างไถดะ ไถแปร ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยเคมี ค่าสารเคมี ค่าจ้าง เงินกู้ ธ.ก.ส. และต้องจ่ายค่าแรงงานเก็บเกี่ยว 300 บาทต่อคนต่อวัน ค่าจ้างรถเกี่ยวนวด 500 บาทต่อไร่ ค่าขนส่ง 1 ไร่ ลงทุนมากกว่า 5,000 บาท ขายข้าวได้ 5,000-6,000 บาท จึงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ชาวนาอยู่ได้ต้อง 13-15 บาทต่อกิโกโลกรัม ชาวนาหมดที่พึ่งได้แต่พากันกราบพระแม่โพสพ หรือข้าวเปลือก ที่นำมาตากไว้ให้แห้งก่อนนำไปขาย วิงวอนผ่านสื่อมวลชนถึง ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้หาทางช่วยชาวนาอย่างเร่งด่วน

นางญาติ ม่วงศรี อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 ต.ลำดวน อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ชาวนา กล่าวว่า ข้าวกิโลกรัมละ 5 บาท มาม่าซองละ 7 บาท มันไม่คุ้มเลยข้าว มันถูก ขอให้มันเพียงกว่านี้อีกสัก ก.ก.ละ 15 บาทก็ยังดี ส่วนค่ารถเกี่ยวข้าวก็ยังปกติเหมือนเดิม ไร่ละ 500 บาท ข้าวแพง ข้าวถูกก็ไร่ละ 500 บาท มาขายข้าวหอมมะลิได้ ก.ก.ละ 5 บาท 5.50 บาท หรือ 6 บาทตาม คุณภาพและความชื้นงของข้าว ถ้าว่าจะคุ้ม ไหมคุ้ม ก็ไม่คุ้มหรอกแต่ก็จะทำอะไรได้ ก็อาชีพเราทำแล้ว จะเลิกอาชีพชาวนาก็ไม่ได้ เพราะภาระหนี้สินรุงรัง ทั้ง ธกส. สหกรณ์การเกษตร อยากให้ ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ช่วยพยุงราคาข้าวเปลือก สูงขึ้นกว่านี้สักนิดหน่อย ก.ก.ละ 15 บาทก็ยังดี ถ้าราคาข้าวตกต่ำกว่า ก.ก.ละ 5 บาทชาวนาไทยต้องตายกันหมดแน่

 

 

img_5347

 

ด้าน นางบังอร เกษมสูง อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 ม.16 ต.ลำดวน อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ชาวนา กล่าวว่า ปัจจุบันชาวนาจะพากันตายกันหมดแล้ว ใครจะช่วยก็รีบช่วย ชาวบ้านไม่รู้จะไปร้องขอความช่วยเหลือจากใครได้ ผลสุดท้ายก็ได้แต่ ขอนางธรณี เจ้าที่ เจ้าภูมิ และพระแม่โพสพให้มาช่วยให้ข้าวได้ขึ้นราคามากกว่านี้หน่อย