มติคณะกรรมการจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดประจำปี 2559 งดจัดงานในปีนี้ ทุกกิจกรรม !!

มติคณะกรรมการจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดประจำปี 2559 งดจัดงานในปีนี้ ทุกกิจกรรม !!

มติคณะกรรมการจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดประจำปี 2559 งดจัดงานในปีนี้ทุกกิจกรรม เพื่อร่วมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

เมื่อวันที่ 21 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ คณะกรรมการจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดปี 2559 โดยมีนายอรรถพร สิงหวิชัย ผุ้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และคณะกรรมการจัดงานจากทุกภาคส่วนของจังหวัดที่ได้รับแต่งตั้งขึ้น ได้มีการจัดประชุมเพื่อหารือกำหนดจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดปี 2559 ซึ่งจะมีขึ้นใน 11-22 พฤศจิกายนนี้ แต่สืบเนื่องจากสำนักพระราชวังได้ประกาศเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 รัฐบาลได้ประกาศให้งดจัดงานรื่นเริง 30 วัน ซึ่งต่อมาได้มีการเลื่อนการจัดงานออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์

 

 

img_6649

การประชุมในครั้งเป็นการประชุม เพื่อขอความคิดเห็นในแต่ละฝ่ายเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในการจัดงาน ซึ่งมีการประเมิน จากหลายภาคส่วนร่วมทั้งความคิดเห็นจากประชาชนจากสังคมออนไลน์ในจังหวัดสุรินทร์ เห็นสมควรในการจัดงานในปีนี้หรือไม่ ซึ่งส่วนมากจะมีการแสดงความคิดเห็นไม่สมควรจัดงานในปีนี้ขอให้งดทุกกิจกรรม

เช่นเดียวกันกับคณะกรรมการหลายคนก็ไม่เห็นด้วย ควรงดจัดงานปีนี้ในทุกกิจกรรม โดยเฉพาะตัวแทนชาวช้างที่จะร่วมแสดงในงานปีนี้ยืนยันชัดเจนไม่สมควรและชาวช้างไม่มีจิตใจที่จะร่วมแสดงมอบความสนุกในช่วงที่มีการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย ซึ่งในที่สุดคณะกรรมการจัดงานมหัศจรรย์งานช้างและงานกาชาดจังหวัดสุรินทร์ ปี 2559 มีความคิดเห็นและมีมติพร้อมกันทั้งหมดให้งดจัดงานในปีนี้ทุกกิจกรรม ทั้งการเลี้ยงต้อนรับช้าง การแสดงช้าง งานกาชาด และทุกงานที่เกี่ยวกับงานช้าง เนื่องจากเป็นช่วงถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ชาวสุรินทร์ ร่วมจัดงานงาน “ประเพณีแซนโฎนตา บูชาบรรพบุรุษ” ยิ่งใหญ่ เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ อุทิศส่วนบุญแก่ผู้ล่วงลับ

ชาวสุรินทร์ชนเผ่าเขมรพื้นเมือง ร่วมจัดงานงาน “ประเพณีแซนโฎนตา บูชาบรรพบุรุษ” ครั้งที่ 10 ยิ่งใหญ่ เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ อุทิศส่วนบุญแก่ผู้ล่วงลับ ลูกหลานได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และพบปะญาติมิตร เกิดความสามัคคีระหว่างพี่น้องในพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

วันที่ 28 ก.ย.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 16.00 น. ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง ถนนกรุงศรีนอก เทศบาลเมืองสุรินทร์ นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานประเพณีทำบุญเดือนสิบ “ทำบุญแซนโฎนตาบูชาบรรพบุรุษ” ปี 2559ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 10 โดยมี นายกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในการจัดงาน ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ประชาชนชาวสุรินทร์ และชนเผ่าเขมรพื้นเมืองจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27-28 ก.ย.59 ซึ่งเป็นการจัดก่อนวันจริง 2 วัน (วันแซนโฎนตาตรงกับวันแรมแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี )ปีนี้ตรงกับวันที่ 30 ก.ย.59 นั้นเอง

 

img_3324

โดยมีพี่น้องประชาชนชาวสุรินทร์ชนเผ่าเขมรพื้นเมือง จากชุมชนต่างๆในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ และอำเภอต่างๆทั่วทั้ง จ.สุรินทร์ รวม 20 อำเภอ ผู้หญิงแต่งกายประจำถิ่นด้วยผ้าถุงไหม เสื้อไหมสีขาว และชายนุ่งโสร่งผ้าไหม สวมเสื้อสีข้าว จัดริ้วขบวนแห่ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ขบวนเครื่องเซ่นไหว้แซนโฎนตา เช่น ไก่ เนื้อ หมู ปลา ข้าวสาร ข้าวสวย ผลไม้ ขนมกระยาสารท และข้าวต้มหางยาว ข้าวต้มใบมะพร้าว ใส่กระเชอแซนโฎนตา เคลื่อนขบวนจากด้านหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ มายังด้านหน้าอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง สถานที่ประกอบพิธี และวางเครื่องไหว้ไว้โดยรอบอนุสาวรีย์ อย่างสวยงามตามประพณีโบราณ

จากนั้น นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระรับศีลห้า ก่อนมีการร่ายรำบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง ผู้สร้างเมืองสุรินทร์ คนแรก พร้อมทั้งรับเครื่องแซนโฎนตาจากตัวแทนขบวนแห่ทั้ง 9 ชุมชน พร้อมพิธีเซ่นไหว้รอบอนุสาวรีย์ พระสงฆ์สวดอาราธนาธรรม สวดทักษิณานุประทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลตามที่ผู้มาร่วมงานได้ตั้งใจทำในวันนี้

 

 

img_3328

สำหรับประเพณีแซนโฎนตา เป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณ “แซนโฎนตา” หมายถึง การทำบุญให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ให้ได้รับกุศลผลบุญที่ลูกหลานได้อุทิศไปให้ซึ่งเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามดั้งเดิมของจังหวัดสุรินทร์ที่ชนเผ่าเขมรในท้องถิ่นได้ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งตรงกับแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี

ซึ่งในวันนี้ ชนเผ่าเขมรท้องถิ่นถือว่าเป็นวันรวมญาติซึ่งทุกคนจะหยุดภาระหน้าที่การงานทั้งหมด และนัดหมายไปรวมกันที่บ้านเป็นจุดศูนย์กลางของครอบครัว โดยเฉพาะบ้านของผู้ที่อาวุโสที่สุดของครอบครัว พร้อมกับเตรียมอาหาร เช่น ไก่ เนื้อ หมู ปลา ข้าวสาร ข้าวสวย ผลไม้ ขนมกระยาสารท และข้าวต้มหางยาวใส่กระเชอโฎนตา และอาหารคาวหวาน ที่ร่วมกันทำเพื่อเตรียมเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตนที่ล่วงลับไปแล้ว

 

img_3372

ประเพณีแซนโฎนตา นอกจากเป็นการอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นกุศโลบายของบรรพบุรุษที่มีจุดมุ่งหมายให้ลูกหลานได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และยังได้มีโอกาสได้พบปะญาติมิตร เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เกิดความสามัคคีระหว่างพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ญาติมิตรได้พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

และยังมีความเชื่อว่า วันแซนโฎนตา หากลูกหลานคนใดไม่ได้จัดทำ หรือไม่ไปร่วมแซนโฎนตาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร บรรพบุรุษอาจไม่พอใจ ส่งผลให้การดำรงชีวิต การทำมาหากินไม่ราบรื่น จิตใจเป็นกังวลไม่เป็นสุข ด้วยความเชื่อนี้ทุกคนจึงพยายามไปร่วมพิธี หรือจัดเครื่องเซ่นไหว้ที่บ้านของตน เพื่อความเป็นสิริมงคลที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง และครอบครัว ส่งผลให้มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานต่อไป

ตำรวจเมืองช้าง…รวบตำรวจเก๊ ยึด ยาบ้า 26,000 เม็ด ยาไอซ์ อาวุธปืน พร้อมรถหรู!!

ตำรวจเมืองช้าง…รวบตำรวจเก๊ ทำเนียน วางหมวกตำรวจ เสื้อเกราะ และบัตรตำรวจ ไว้ที่หน้ารถ หวังผ่านด่านตรวจฉลุย สุดท้ายไปไม่รอดยึด ยาบ้า 26,000 เม็ด ยาไอซ์ อาวุธปืน พร้อมรถหรู

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด้านหน้า สภ.โชคนาสาม อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ฉลอง ภาคภิญโญ ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล รอง ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ และนายวีรเกียรติ รัมมณีย์รัตนากุล นายอำเภอปราสาท ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมยาบ้า จำนวน 26,000 เม็ด

สืบเนื่องจาก เมื่อเวลา 05:30 น. (15 ก.ย.59) จากการในการสั่งการของ นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ,พล.ต.ต.ฉลอง ภาคภิญโญ ผบก.ภ.จว.สุรินทร์,นายวีรเกียรติ รัมมณีย์รัตนากุล นายอำเภอปราสาท ,พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล รอง ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ /หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดจังหวัดสุรินทร์ ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการยาเสพติดสืบสวนกลุ่มผู้ค้ายา

ซึ่งทราบจากสายลับ ได้งานว่าจะมีนำยาบ้ามาส่งให้ลูกค้าในเส้นทางจังหวัดอุบลราชธานี มาตามเส้น 24 ถนนสายโชคชัย- เดชอุดม พ.ต.อ.โชติ ตระกูล กผกก.สภ.โชคนาสาม พ.ต.ท.กัมปนาท สำเร็จ รอง ผกก.สภ.โชคนาสาม ปราบปรามฯ จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งตั้งจุดตรวจจุดสกัดอยู่ในเส้นทางตรวจสอบบุคคลต้องสงสัย ที่จุดตรวจ ตู้ยามโชคนาสาม ต.ตานี อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 178-179

จนกระทั่งเวลา 05:30 น. ของวันที่ 15 ก.ย.59 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โชคนาสาม ได้ตั้งจุดตรวจ โดยมี ร.ต.อ.วิรัตน์ บรรเลง เป็นหัวหน้าชุดจุดตรวจ ปรากฏว่าได้ ได้มีรถยนต์เก๋ง เลขทะเบียนร กย 7066 อุบลราชธานี วิ่งผ่านมา โดยมีนายสุภี บรรเทาขัน เป็นคนผู้ขับ นายสมบัติ ธรรมโชติ และนายจีรพันธ์ สาลีพันธ์ นั่งมาด้วย ขับมาจากด้าน อ.ประสาทมุ่งหน้าไปทาง อ.ประโคนชัยจ จ.บุรีรัมย์ในลักษณะมีพิรุธ และมีท่าทีขัดขืน การตรวจค้นดูพยามขับรถหลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้ร่วมกันสกัดรถคันดังกล่าวจนหยุด แล้วแจ้งความประสงค์ขอทำการตรวจค้นรถ และบุคคลโดยก่อนตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงความบริสุทธิ์ให้ผู้ต้องหาดูจนเป็นที่พอใจแล้ว

จึงจะลงมือตรวจค้นผลปรากฏว่า มีหมวกตำรวจ สายตรวจ เสื้อเกราะ บัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอม และพบยาบ้าจำนวน 26,000 เมตร (13 มัด) และยาไอซ์ น้ำหนัก 30 กรัม ไว้ในกระเป๋า ผ้าสีขาว วางไว้ที่พื้นรถเก่งด้านหลังซ้าย และพบอาวุธปืนพกสั้นไทยประดิษฐ์ขนาด . 32 มม.จำนวน 1 กระบอก พร้อมด้วยกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวน 6 นัด โทรศัพท์มือถือจำนวน 5 เครื่อง และรถเก่งยี่ห้อโตโยต้าสีบรอน เงิน หมายเลขกระเบียน กย 7066 อุบลราชธานี จึงได้ร่วมกันตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหา ทั้ง 3 คนรับทราบว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทหนึ่ง( ยาบ้า ยาไอซ์) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเขตเมือง หมู่บ้านและสาธารณะโดยไม่รับอนุญาตและมีเหตุโดยไม่มีเหตุอันควรจำเป็นอย่างเร่งด่วนจากนั้น จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ขนมโตเกียว อร่อยจริง ต้องแจกบัตรคิว ลูกรอคิวเพียบ! สร้างรายได้กว่าวันละ 7,000 บาท ใน จ.สุรินทร์

อดีตสาวโรงงาน หอบลูก 3 คนและสามีกลับเกิด เพื่อดูแม่บังเกิดเกล้า ขอเงินแม่ยายลงทุน5,000 บาท ทำขนมโตเกียว ใส่รถเข็นขาย อร่อยจริง ต้องแจกบัตรคิว ลูกรอคิวเพียบ สร้างรายได้กว่าวันละ 7,000 บาท

เมื่อ วันที่ 26 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด้านหน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาสุรินทร์ ได้พบผู้คนจำนวนมาก ต่างพากันเข้าแถวรอ หลังรับบัตรคิว จากร้าน “สตังค์” ขนมโตเกียว มี นางเจนจิรา เรืองโรจน์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 บ้านโคกมะเมียน ม.9 ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เป็นเจ้าของร้านดังกล่าว ซึ่งเป็น รถเข็นพ่วง ติดเตาทำขนม ถังแก๊ส LPG ดัดแปลงต่อพ่วงเข้ากับรถจักรยานยนต์ จอดอยู่ข้างถนน

 

 

IMG_1434

ผู้สื่อข่าวจึงเข้าสำรวจ และตรวจสอบ พบมีการนำบัตรจอดรถยนต์ สีเหลือง ที่หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป มาฉีกแยกลูกค้าหรือให้ลูกค้ามาฉีกเอาเอง เพื่อหลักฐานบัตรคิว ตามลำดับ เพื่อรอรับขนมโตเกียวที่สั่งไว้ โดยจำหน่าย ไส้เค็ม 15 , 25 บาท ไส้หวาน 15 บาท และ แพนเค้ก 5 บาท สร้างรายงามกว่าวันละ 7,000 บาท

จากการสังเกตพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ มีทุกสาขาอาชีพ ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ลูกค้าต่างกำบัตรคิว รอประมาณเกือบ 1 ชม.ถึงจะได้รับขนมโตเกียวที่สั่งไว้ หลากรายอริยาบท เพื่อชิมความอร่อย นานแค่ไหนก็รอได้เสมอ รไม่ว่าจะ ยืนรอ นั่งรอ หรือ บางรายฉลาดหน่อย ซิ่งรถจักรยานยนต์ มาฉีกบัตรคิวไว้ก่อน แล้วสั่งทิ้งไว้ โดยระบุเวลามารับขนมโตเกียว

นายรุ่งศักดิ์ กิจประสงค์ ลูกค้าขาประจำ กล่าวว่า ตนได้คิวที่ 18 มารอตั้งแต่เวลา 10.00 น.ตอนนี้เกือบเวลา 11.00 น. ขนมโตเกียวร้านนี้อร่อย นานแค่ไหนก็รอได้ เป็นลุกค้าขาประจำมาสักพักหนึ่งแล้ว ถือว่าเป็นร้านขนมโตเกียวเจ้าแรกของ จ.สุรินทร์ ที่มีการแจกบัตรคิว แล้วให้ลูกค้ารอ รสชาติอร่อย ราคาไม่แพง ให้เยอะมาก คนกินคุ้ม ตนชอบสั่งพิเศษ ราคา 25 บาท

นายวรายุทธ อาษายุทธ ลูกค้าขาประจำ กล่าวว่า ตนเป็นลูกค้ารายแรก ไม่งงที่มีการแจกบัตรคิว เพราะแรกๆยังไม่มีการแจกบัตรคิวให้ลูกค้า ก็เพิ่งมาเห็นตอนหลังเพราะว่ารอคิวมันนาน ต้นเดือนที่ผ่านมาเริ่มมีการแจกบัตคิว ตนก็มาสั่งตลอดก้ไม่เคยได้ เพิ่มมาสั่งรอบนี้แหละถึงได้กิน รสชาติ อร่อย นุ่ม ไส้เยอะมาก ส่วนตนชอบไส้รวม มี เนื้อหมู ไข่นกกระทา ฮอตด็อก อร่อยมา อยากลองมาชิม ก็มาได้ที่ด้านหน้าธนาคารกสิการไทย สำนักงานใหญ่ ใกล้วงเวียนน้ำพุสุรินทร์

 

 

IMG_1461

ด้าน นางเจนจิรา เรืองโรจน์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 บ้านโคกมะเมียน ม.9 ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เจ้าของร้าน สตางค์โตเกียว กล่าวว่า เริ่มต้นจากเป็นสาวโรงงาน บริษัท ส ขอนแก่น ได้เงินเดือนพอสมควร แต่ค่าใช้จ่ายสูง แม่ไม่สบายบ่อยเลยหอบลูก 3 คน และสามี กลับมาอยู่บ้านที่ จ.สุรินทร์ ถ้าเกิดว่าจะทำงานรับจ้างเขา คิดว่าถ้าเวลาแม่และลูกไม่สบาย ต้องลางานมาดูแล ไม่อยากลางานบ่อยและผลเสียกับตัวเราคือเงินไม่พอใช้ ต้องจำเป็นใช้จ่ายทุกวัน ก็เลคคิดค้าขายดีกว่า ทีแรกเริ่มต้นจาการขายลูกชิ้น แต่ว่ากำไรน้อย ขายแล้วเงินไม่พอใช้ เคยไปยืนดูเขาขายขนมโตเกียว เห็นว่าอาชีพนี้ ขายง่าย ขายดี แต่ตอนนั้นเป็นความคิดว่าเราจะขายเฉยๆ ไม่คิดว่าจะได้มาขายหรือขายดีเหมือนทุกวันนี้

ตอนนั้นคิดเพียงว่าอยากขาย และคิดว่าทำไมจะขายได้ คิดไปและขายลุกชิ้นไปด้วย เริ่มศึกษาสูตรการทำขนมโตเกียว มากว่า 2 ปี หลังกลับมาอยู่บ้าน ขายขนมโตเกียว เพิ่งมาแจกบัตรคิว ได้ประมาณเดือนสองเดือนนี้ เพราะว่าลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนมีหงุดหงิด สั่งก่อนนะ ทำไมไม่ได้ ลุกค้าบางคนก็นั่งรอนาน

เริ่มต้นขายขนมโตเกียวไม่มีทุนแม้แต่บาทเดียว ก็เลยโทรศัพท์หาแม่ย่า แล้วบอกแม่ย่าว่า อยากขายโตเกียว ยอมใจที่แม่ย่าให้เงินมาทำทุนจำนวน 5,000 บาท ก็ซื้อเตามาเลยโดยที่ไม่มีอะไรเลย สูตรเริ่มจาการทดลอง และศึกษาจากอินเตอร์เน็ทส่วนหนึ่ง ประสบการณ์ที่เคยทำงานอยู่กับโรงงานขนมปัง ก็พอมีความรู้เกี่ยวกับแป้ง วิธีการผสม ก็เลยเอาตรงนั้นมาใช้ประโยชน์ ทุกวันขายขนมโตเกียวมีรายได้กว่าวันละ 7,000 บาท แจกคิวสูงสุด 170-180 ต่อวัน ในแต่ละวันตื่นตั้งแต่ตี 3 สามีไปจ่ายตลาด หาซื้อของ และมาช่วยกันเตรียมของ ซอยฮอตด็อก ซอยของ เพื่อทำไส้ต่างๆ และสามีก็จะทยายทำมาส่งให้เพิ่มเติมเรื่อยๆเพราะสามีจะช่วยเลี้ยงลุกๆอยู่ที่บ้าน เปิดขาย จันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 09.00 น.- 20.00 น.

เหิม!ชาวกัมพูชาลักลอบตัดไม้พะยูง ชายแดน จ.สุรินทร์

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.59 เวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา สายตรวจฯเขตฯ,หน่วยฯช่องจอม,ตร.กก.สืบสวน ภ.จว.สุรินทร์และ ร้อย ทพ.2608,ชุด ชป.ป่าไม้สี่แยกบ้านสนวนและฝ่ายปกครอง อ.กาบเชิงได้ร่วมกันจับกุมชายกัมพูชา นายซม เขมา อายุ 27 ปี บ้านโคกสนูน ต.โคกโดง อ.อังโกจุม จ.เสียมเรียบและนายปรม เสรือน อายุ 55 ปี บ้านจรึง ต.โกนเกรียน อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย พร้อมด้วยของกลางและอุปกรณ์ในการกระทำผิด ได้แก่
1.ไม้พะยูง จำนวน 8 ท่อน ปริมาตร 0.275 ลบ.ม.
2.เรือท้องแบน จำนวน 1 ลำ
3.เลื่อยตัด จำนวน 1 ปื้น
4.เลื่อยลัรดา จำนวน 3 ปื้น
5.ไม้พายเรือ จำนวน 2 อัน
ที่เกิดเหตุ ป่าทิศใต้อ่างเก็บน้ำห้วยด่าน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พิกัด 48P 0362324E 1594049N (Indian Thailand 1975) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญและป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายห้วยทับทันแปลงที่สาม เจ้าหน้าที่ บันทึกเรื่องราวควบคุมตัวคนร้ายนำส่ง พงส.สภ.กาบเชิง เพื่อดำเนินคดี ต่อไป ทั้งนี้ ไม้พะยูงของกลางและอุปกรณ์การหระทำผิดนำไปเก็บรักษาไว้ที่ สนง.ขสป.ห้วยทับทันฯแล้ว

คนร้ายกระชากสร้อย กลางเมืองสุรินทร์ ตำรวจเร่งไล่ล่า!!

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ปรากฏว่า สื่อสังคมโลกออนไลน์ โซเซียลมีเดีย จังหวัดสุรินทร์ หลายเพจ โดยเฉพาะ เพจ “สุรินทร์วันนี้” ได้มีการแชร์ ลักษณะเตือนภัยสังคม ข้อความว่า “เปิดภาพวงจรปิด คนร้ายกระชากสร้อย หน้าร้านโยพาณิชย์ เยื้องเทศบาลเมืองสุรินทร์ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา” และมีการแชร์ คลิปภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิด ที่จับภาพคนร้ายเป็นชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน ได้อย่างเช่นเจน ขณะก่อเหตุ คนร้ายสวมหมวกกันน็อก เพื่ออับพรางใบหน้า ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ซูซูกิ รุ่น โซกุน สีน้ำเงิน ไม่ปิดแผ่นป้ายทะเบียน มาดักรอเหยื่อ ที่กำลังขนของขึ้นรถสามล้อปั่น และอาศัยทีเผลอวิ่งราวทรัพย์ ด้วยการกระชากสร้อยคอทองคำ แล้วหลบหลีไปอย่างลอยนวล

ผู้สื่อข่าวรุตรวจสอบ พื้นที่เกิดเหตุ ตามที่ปรากฏในคลิปวิดีโอดังกล่าว บริเวณด้านร้านโยพาณิชย์ (เยื้องเทศบาลเมืองสุรินทร์) เลขที่ 91 ถนนกรุงศรีใน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งกล้องวีดีโอวงจรปิดของร้านโยพาณิช บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะคนร้ายก่อเหตุได้ทั้งหมด และสอบถามพยานที่เหตุดหตุการณ์ ทราบว่า วันที่เกิดเหตุ ตรงกับวันที่ 22 ก.ค.59 เวลาประมาณ 13.43 น. คนงานร้านโยพาณิชย์ กำลังช่วยขนสินค้า เป็นกล่องมีลิ้นชั้นสำหรับเก็บของ 2 หลัง และเก้าอี้พลาสิก 1 ตัว เพื่อให้ลูกค้าซึ่งเป็นผู้หญิง วัยกลางคน สวมชุดเสื้อ กระโปรงยีนส์ สีน้ำเงิน สวมหมวกกันน็อก เรียกรถสามล้อมาช่วยขนของกลับบ้าน พอช่วงเวลา 13.44 น.คนร้ายได้อาศัยทีเผลอ จู่โจมมาด้านหลังผู้หญิงคนดังกล่าว ก่อนทำการกระชากสร้อยคอทองคำ แล้วพากันขับ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ซูซูกิ รุ่น โซกุน สีน้ำเงิน ไม่ปิดแผ่นป้ายทะเบียน หลบหนีไปได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พิพัฒน์ เหิมฉลาด รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสุรินทร์ และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ ได้เร่งประมวลภาพจากกล้องวงจรปิด ต่างๆทั่วเขต เทศบาลเมืองสุรินทร์ พร้อมเชิญผู้เสียหาย คือ นางสาวพิศมัย จงธรรม์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 292/11 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เข้ามาชี้ตัวจากภาพกล้องวีดีโอวงจรปิด พร้อมยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุจริง จากภาพที่ปรากฏ คาดว่า สามารถจับตุวคนร้ายมาดำเนินคดีได้ในเร็ววันนี้

เจ้าของร้านขายไข่ ข้างร้านโยพาณิชย์ กล่าวว่า คนร้ายมาจอดอยู่ตรงข้ามซาเล้ง ตนไปนั่งดูทีวีช่วงบ่าย ขณะนั้นลุกน้องก็พากันออกไปส่งของกันหมด คนร้ายใส่หมวกกันน็อกปิดหน้า ตนเห็นหน้าไม่ชัดเพราะนั่งอยู่ข้างในร้าน ผู้หญิงที่ถูกกระชากสร้อยคอทองคำไป ก็ไม่กล้าร้องให้คนช่วย เพราะคนร้ายทั้ง 2 คนตัวใหญ่มาก
พนักงานร้าน โยพาณิชย์ กล่าวว่า เห้นป้าที่ถูกกระชากสร้อยคอทองคำหนักประมาณ 50 สตางค์ บอกว่าแกจะไม่แจ้งความ กลัวคนร้าย มีปืน มีอะไร จะกลับมาทำร้ายอีก ผู้เสียหายอยู่ในเมืองสุรินทร์ มาซื้อของที่ร้านเป็นประจำ ชอบมารถจักรยานยนต์พอของใหญ่แกเอาไปไม่ได้ก็จ้างรถสามล้อมาขนเอาไป สร้อยข้อมือทองคำคนร้ายเอาไปไม่ได้

นางสาวพิศมัย จงธรรม์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 292/11 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนไม่กล้าใส่ทองออกนอกบ้านเเล้วกลัวมาก คนร้ายกระชากสร้อยคอทองคำ และพระหลวงปู่ทวดเลี่ยมทอง วันเกิดเหตุตนแจ้ง 191 ตำรวจสายตรวจ ตำรวจเฝ้าร้านทองแถวๆนั้นก็มา หลังได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสาร ถือว่ามาไว หลังเกิดเหตุตนวิ่งตามคนร้ายนิดหนึ่ง กล้าๆกลัวๆเพราะมาขางหลัง

เหตุเกิดช่วงบ่ายโมงกว่าๆ เกือบบ่ายสอง ตนไปซื้อของที่ร้านโยพาณิชย์รอบหนึ่งแล้ว กลับมาซื้ออีกรอบ ช่วงที่คนร้ายเข้ามากระชากสร้อย ตนหันหลังอยู่โดยไม่รู้สึกตัว มีความรู้สึกเหมือนใครมายืนอยู่ใกล้ๆ ลักษณะประชิดตัว แล้วเอามือมาปัดผมแล้วลากมือเพื่อกำสายสร้อยแล้วกระชากออกไปอย่างแรง จนสร้อยขาดออกจากคอ ตนไม่แน่ใจว่าสร้อยคอทองคำที่ใส่วันเกิดเหตุหนัก 50 สตางค์ หรือ 1 บาท เพราะมีอยู่ 2 เส้น จำไม่ได้ว่าใส่เส้นไหน

ฝากเตือนว่า ทำอะไรอย่าเผลอ ต้องมีสติตลอด ที่โดนเพราะไม่ได้ทันสังเกตว่า รอบข้างมีอะไร เพราะความเคยชิน เหมือนปกติ เผลอเรอไม่ได้ระวังตัว สำหรับผู้หญิงถ้าไม่จำเป็นก็ขอเตือนไม่ควรใส่ทองคำ หรือของมีค่าออกจากบ้าน ตนไม่ยึดติดเฟอร์นิเจอร์มีค่าอะไร แต่ติดพระหลวงปู่ทวด เลี่ยมทอง ที่คุณแม่ให้มาประเมินมูลค่าไม่ได้

กทบ.เตรียมยกระดับ ผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมาสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติจัดโครงการ“การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ”ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัส แวนด้าแกรนด์โดยในงานได้เชิญวิทยากรชื่อดังร่วมเสริมสร้างความรู้พร้อมแนะเคล็ดไม่ลับสร้างมูลค่าเพิ่มและช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับผลิตภัณฑ์สินค้ากองทุนหมู่บ้าน เพื่อเสริมสร้างสร้างความก้าวหน้า ความเข้มแข็งให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ในการช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพรภายใต้มาตรฐานกองทุนหมู่บ้านให้เกิดเป็นรูปธรรมและมีความเป็นสาก

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ตามแนวประชารัฐเพื่อสร้างเสริมรากฐานของประเทศให้มั่นคงโดยร่วมมือกับภาคเอกชนผนึกกำลังจัดโครงการ “การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพรตามแนวประชารัฐ” ให้เป็นโครงการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการมีรายรายได้ และสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากจากการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมในการทำงานและปฏิบัติงานอย่างแท้จริง ซึ่งในเร็วๆนี้คาดว่าจะมีการนำผลิตภัณฑ์จากโครงการนี้ไปสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายไว้ในสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศและต่อยอดทางธุรกิจเพื่อขยายช่องทางการค้าส่งออกไปยังต่างประเทศในอนาคต เพราะตลาดสมุนไพรไทยนั้นมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในหลายๆประเทศทั่วโลก

ด้าน รองศาสตราจารย์นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติกล่าวถึงโครงการนี้ว่า “การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านโดยถือว่าเป็นรากฐานของประเทศ อีกทั้งเป็นช่องทางเสริมสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืนด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างบูรณาการ นอกจากนี้ยังได้ตระหนักถึงการส่งเสริมการมีรายได้ของประชาชน โดยลักษณะการจัดโครงการมีการเปิดโอกาสให้ตัวแทนชุมชนและตัวแทนสมาชิกกองทุนหมู่บ้านเข้าร่วมรับการอบรม โดยสรรหาจากสมาชิกจากกองทุนหมู่บ้านในเขตปริมณฑล มาร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการและลงมือปฏิบัติการทดลองทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร เช่น สบู่ แชมพู โลชั่น จากการอบรมในโครงการ

 

S__10354707

ด้าน ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ที่ปรึกษาโครงการกิตติมศักดิ์ กล่าวว่า การจัดทำหลักสูตร “การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ” ได้มองเห็นถึงความสำคัญและประสิทธิภาพของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านจากเดิมที่ผลิตสินค้าได้ดีอยู่แล้ว แต่เราต้องทำให้เกิดการบริหารจัดการและยกระดับพร้อมทั้งเรียนรู้กลยุทธ์แห่งความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ให้ชุมชน จึงได้เชิญชวนผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงมาให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่เข้ารับการอบรม อาทิ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ คุณพรต เสตสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ซึ่งจะมาร่วมให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้กับผู้เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ด้วยด้าน ดร. ฤทธิกร ศิริประเสริฐโชค รักษาการแทนรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า“โครงการนี้มีตัวชี้วัดผลสำเร็จ คือการที่ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรขึ้นมาด้วยตัวเองได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยการประยุกต์ใช้จากวัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมทั้งขยายต่อให้กับคนในชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ และในการประเมินผลสำเร็จของผู้เข้าอบรม เราจะมีการเลือกกองทุนตัวอย่างเพื่อลงตรวจวัดและประเมินประสิทธิภาพหลังจากที่ได้เข้าร่วมรับการอบรม เพื่อเป็นการกระตุ้นความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาสินค้าของกองทุนตัวเองด้วย”

ด้าน เจ้าคุณพระอุดรคณารักษ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กล่าวว่า “ทางวัดเห็นด้วยกับการที่ญาติโยมจะนำสินค้าสมุนไพรผลสำเร็จของโครงการ การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐครั้งนี้ ไปร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในลักษณะตลาดประชารัฐ ร่วมกับกิจกรรมสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาที่ทางวัดได้จัดขึ้นโดยทางวัดไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดการเปิดตลาดประชารัฐในวัดโพธิ์ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นส่วนหนึ่งในงานถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะวัดโพธิ์มีโรงเรียนนวดที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมหาวิทยาลัยการนวดแผนไทยแห่งแรกของโลก อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ชุมชนมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรมากมาย และยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเยี่ยมชมความงดงามภายในวัดมากมาย ซึ่งจะเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับญาติโยมทั้งหลายได้ทำมาหากินด้วยอาชีพสุจริตและได้แสดงศักยภาพด้านสมุนไพรไทยในสายตาชาวต่างชาติด้วย”

ทั้งนี้การอบรมเชิงปฏิบัติการ“การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ” ริเริ่มจากแนวคิดของ รองศาสตราจารย์นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่ต้องการสนองนโยบายภาครัฐตามแนวทางประชารัฐ และการพัฒนาสินค้ากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองไปพร้อมกัน ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีช่องทางการตลาดที่สามารถสร้างเป็นโอกาสทองได้หลายรูปแบบ โครงการนี้นอกจากจะมีการเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ประยุกต์มาจากวัตถุดิบท้องถิ่นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอางค์สมุนไพรแล้ว ยังมีการให้ความรู้ด้านการเพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สอนเทคนิคการตลาดให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์และรายละเอียดโครงการได้ที่เพจ“การบริหารจัดการและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพร ตามแนวประชารัฐ” หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) 200 หมู่ 4 อาคารจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนลทาวเวอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี 11120. โทร. 0-2100-4209

ชาวบ้านเมืองช้าง เดือนร้อนหนัก ต้องต้มน้ำอาบ หลังหนองน้ำ ผลิตน้ำประปา แห้งขอด

ชาวบ้านเมืองช้าง เดือนร้อนหนัก ต้องต้มน้ำอาบ ซื้อน้ำหุ่งข้าว หลังหนองน้ำผลิตน้ำประปาแห้งขอด-ดินแตกระแหง สูบน้ำบาดาลมาใช้แทนมาร่วมปี

สุรินทร์-วันนี้(22 มิ.ย.59)ผู้สื่อข่าวประจำจ.สุรินทร์ ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านสวาย ต.ตรึม อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ว่า กำลังได้รับความเดือนร้อนอย่างหนัก และต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส เพราะทุกหลังคาเรือน ต้องพากันต้มน้ำอาบ ซื้อน้ำมาหุ่งข้าว หรือบางรายที่พอมีฐานะต้องซื้อน้ำถังมาอาบ ล้างจาน และซักเสื้อผ้า มาร่วมปี เนื่องจากสูบน้ำบาดาลมาใช้ทำประปาหมู่บ้านแทน หลังหนองน้ำผลิตน้ำประปาแห้งขอด-ดินแตกระแหง แล้งหนักสุดในรอบ 30 ปี

ผู้สื่อข่าวรุดลงพื้นที่บ้านสวาย ต.ตรึม อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ พบว่าแหล่งน้ำขนาดใหญ่ หนองน้ำสวาย ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำผลิตน้ำประปาก็ได้แห้งขอดมานานแรมเดือน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาฝนตกน้อยในพื้นที่ทำให้น้ำไหลเข้าหนองน้ำสวายมีปริมาณน้อย เมื่อผลิตน้ำประปาในหมู่บ้านก็ทำให้น้ำแห้งเร็วขึ้น ขณะที่คณะกรรมการหมู่บ้านได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการเปลี่ยนมาสูบน้ำบาดาล ขึ้นแท็งก์ผลิตน้ำประปา

 

13466013_652059048293754_8264868639190392669_n

 

ชาวบ้านในหมู่บ้านกว่า 60 หลังคาเรือน ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค เนื่องจากน้ำบาดาล เป็นน้ำกระด้าง ที่มีเกลือต่างๆละลายอยู่ และมีกลิ่นหมิ่นคล้ายสารเคมี ชาวบ้านต้องต้มน้ำอาบ ต้มน้ำหุ่งข้าว ต้มน้ำซักผ้า และล้างจาน แต่น้ำกระด้างมาก จนหม้อต้นน้ำดำ หุ่งข้าวแล้วบูดเร็วมาก สุดท้ายชาวบ้านสวายต่างพากัน ซื้อน้ำถัง มาอาบให้ลูกหลาน เพราะกลัวโรคภูมิแพ้ ผดผื่นคัน หลักเด็กในหมู่บ้านป่วยเป็นโรคผิวหนังหลายราย จำเป็นต้องซื้อน้ำมาอุปโภคบริโภค น้ำบาดาลหมู่บ้านต้องปิดเปิดปล่อยน้ำเป็นเวลาเพราะเกรงว่า อนาคตจะไม่มีน้ำใช้ทั้งหมู่บ้าน

นางสู้ คงมั่น อายุ 41ปี อยู่บ้านเลขที่ 101 บ้านสวาย ม.10 ต.ตรึม อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ตนเอาหม้อมาต้มน้ำให้ยายอาบ ยายไม่สบายนอนติดเตียง พอต้มไปแล้วหม้อมันดำ เลยต้องไปซื้อน้ำมาต้มให้แก่อาบ หม้อนี้ก็เลยเลิกใช้ เพราะว่าน้ำบาดาลนำมาต้ม หุ่งข้าวก็ไม่ได้ ถ้าหุ่งข้าวน้ำก็เหมือนต้มเกลือเลย มีกลิ่นคลายมีสารพิษ และข้าก็บูดเร็ว

นายบัวพัน บุญภูมิ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19/1 บ้านสวาย ม.10 ต.ตรึม อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ชาวบ้านมีความเดือนร้อนเพราะตรงนี้เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้าวสวาย ที่ใช้กันมาหลังจากมีการขุดลอกกว่า 30 ปี ยังไม่เคยเห็นแล้งขนาดนี้ ชาวบ้านกว่า 60 หลังคาเรือน ต้องใช้น้ำจากหนองน้ำแห่งนี้อุปโภค บริโภคทั้งหมู่บ้าน พอมาปีนี้ปรากฏว่าเเล้งมาก จึงวิงวอนผ่านสื่อถึงหน่วยงานต่างๆได้โปรดให้การช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือนร้อนของชาวบ้าน ทุกวันนี้น้ำในหนองน้ำไม่มีเเล้ว ต้องตัดท่อน้ำในหนองทิ้ง แล้วหันมาสูบน้ำบาดาลทำประปาหมู่บ้านแทน พออาบน้ำบาดาล มันมีความเหนียว ชาวบ้านก็ทนใช้ ดื่มไม่ได้ น้ำดื่มก็ต้องซื้อน้ำถังละ 15 บาท โดยในขณะนี้ ทาง อบต.ตรึม และ อำเภอศีขรภูมิ ยังไม่มีการช่วยเหลือแต่อย่างใด ชาวบ้านอยากให้ ทาง นายก อบต.ตรึม และนายอำเภอศีขรภูมิ ช่วยหางลประมาณมาลอกหนองน้ำ และหาวิธีหาน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ในเบื้องต้นก่อน โดยเฉพาะน้ำกิน น้ำใช้ น้ำสำหรับหุ่งข้าว แบบพอประทังไปก่อน จนกว่าหน้าฝนจะมา

ด้าน ร.ต.อ.นครินทร์ เกตุศิริ นายอำเภอศีขรภูมิ กล่าวว่า ทุกพื้นที่ของอำเภอศีขรภูมิ ประสบภาวะแห้งแล้งน้ำ การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของหมู่บ้านใช้น้ำบาดาล แผนการถ้าขาดแคลนน้ำจริงๆ ก็มีการเตรียมการไว้สำหรับการแจกจ่ายน้ำ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เร่งให้การช่วยเหลือในการแจกจ่ายน้ำให้ทั่วถึง เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดือนร้อนจนไม่มีน้ำใช้ โดยผู้นำชุมชนต้องไปของให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกมาแจกจ่ายน้ำ ซึ่งตนได้กำชับให้ท้องถิ่นทุกแห่งช่วยเหลือเรื่องภัยแล้ง หากเกินกำลังก็ให้รายงานทางอำเภอเพื่อจะประกาศหน่วยงานข้างเคียงหรือใช้งบทรอง โดยจะต้องมีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย แต่ตอนนี้ในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิทุกๆองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังสามารถดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ของตนเองได้

เขียด เมนูฮิต..หน้าฝน..ชาวบ้านเมืองช้างแห่ซื้อคึกคัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีฝนตกในหลายพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวบ้านในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ได้อาศัยในช่วงฝนตกใหม่เช่นนี้ ออกไปหาเห็ด จับอึ่งอ่าง และเขียด ตามท้องทุ่งนา ที่เริ่มออกมาอย่างชุกชุมในหน้าฝน ก่อนจะนำมาขายที่บริเวณตลาดน้อย ซึ่งเป็นตลาดชาวบ้าน ข้างทางรถไฟอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ชาวบ้านยังนำสินค้านานาชนิด อาทิเช่น ปลาช่อน ปลาไหล ไข่มดแดง นกเป็ดน้ำ หน่อไม้ เห็ดเผาะ อึ่งอ่าง และเขียด มาวางขายแบกะดินอีกหลายเจ้า เป็นภาพวิถีชีวิตของคนชนบทที่อบอุ่นอย่างยิ่ง

สำหรับสัตว์ที่เป็นอาหารนิยมในช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้น อาหารที่ชาวบ้านในพื้นที่อีสานฮิต และเป็นเมนูที่หาทานยาก หนึ่งปีมีครั้งเดียว คือ เขียด นั่นเอง ซึ่งพบว่า ขายดีมาก ราคาพุ่งถึง กิโลกรัมละ 200 บาทเลยทีเดียว หรือแบ่งจำหน่ายในราคาถุงละ 20 บาท หรือ 3 ถุง 50 บาท เพื่อให้ลูกค้าซื้อง่ายขายคล่องอีกด้วย
ชาวบ้านสวนใหญ่ที่มาซื้อ เขียด ส่วนใหญ่ บอกว่า เขียด นำไปทำเมนูอร่อยได้สารพัด อาทิเช่น อ๋อมเขียด ต้ม ปิ้ง หรือย่าง ก็อร่อยไม่แพ้ใคร ส่วนคนเฒ่าคนแก่ก็จะนำเขียดไปย่าง แล้วนำไปตำทำป่น สำหรับคลุกกับข้าวร้อนๆก็อร่อยแซ่บไม่ซ้ำใคร

นางละมัย สุขกอง เเม่ค้าขายเขียด กล่าวว่า ตนรับซื้อเขียด จากชาวบ้านมาในราคา ก.ก.ละ 90 บาท มาจับแบ่งขายเป็นถุงๆละ 20 บาท หรือ 3 ถุง 50 บาท หากต้องการซื้อเป็น ก.ก.ละ 200 บาท พอขายได้ เหลือกำไรวันละประมาณ 500-700 บาท ก็อยู่ได้